เพราะได้หยุดงานแบบฉุกเฉิน ด้วยความอยู่ไปนิ่ง จึงควบรถคู่ใจออกจากบ้าน จะไปไหนดี...ใกล้ๆ คิดได้แค่ "เขาใหญ่" ไม่ได้วางแผนว่าจะไปนอนไหน หรือ กี่วัน เรียกว่าไปมันเรื่อยๆ แล้วแต่อารมณ์ ผลก็เลย...ยาวไปๆ จากเขาใหญ่ ขี่เล่นไปวังน้ำเขียว วกกลับขึ้นเขาใหญ่อีกรอบ ไปนั่นเล่นสวนเมืองพร แล้วก็เลยไป มอหินขาว ชัยภูมิ 3 วัน 2 คืน ซะงั้นเลย
 
คืนก่อนหน้าโพสข้อความเชิญชวนไว้ใน FB ก็มีพี่ที่รู้จักกันบอกว่าจะไปด้วย ว่าแต่จะออกกี่โมง ตอบไปว่าคงแต่เช้า พอรุ่งเช้าเข้าจริง กลายเป็นพี่คนนี้โทรมางัดเราจากที่นอนซะงั้น ตั้งใจไว้ 8 กลายเป็นออกจากบ้าน 9 โมงครึ่ง
 
ปล.ขอบคุณน้าบ๊วยที่ให้เกียรติเป็นเพื่อนร่วมทางมาจากกรุงเทพค่ะ ^^
 
ออกจากกรุงเทพ 10 โมง จากบางนา มุ่งหน้ามีนบุรี ผ่านบ้านสร้าง เข้าเขาใหญ่ทางฝั่งปราจีน ถึงจุดนัดพบ ผาเดียวดายเที่ยงตรงพอดี
 
 
 
 
ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ภาวนาขอให้ฝนไม่ตก ฝนก็คือ ฟ้าใส แดดเปรี้ยง เมฆลอยเป็นกลุ่มก้อน เหมือนใครเอาสำลีโยนขึ้นไปแปะไว้ปนท้องฟ้าก็ไม่ปาน ^^
 
 
ซักพักก็มีโทรศัพท์จาก 2 สาวปากช่อง ที่นัดมาเจอกันที่ผาเดียวดาย โทรเช้ามาบอกว่ายางแบนอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยาน เราจึงขี่ลงไปพบกันที่นั่น ตะปูตัวเบ่อเริ่ม แถมแทงเฉียงๆ เข้าไปในเนื้อยางอีกต่างหาก ^^
 
 
2 สาวโคราช ฝน (เสื้อฟ้า) ขี่ Versys, นาง (แจ็คเก็ตแดง) ขี่ T-max 500
 
เพราะไม่มีใครติดชุดปะยางมา จึงต้องรอเพื่อนอีกคนที่กำลังจะขึ้นมาเอาชุดปะยางมาให้ พวกเราจึงตัดสินใจหม่ำข้าวเที่ยงรอ ผลปรากฏว่าการปะยางด้วยชุดตัวหนอนไม่สำเร็จ ถามเจ้าหน้าที่บอกว่ามีร้านด้านล่าง ให้ขี่ลงไปทางปากช่อง แถวๆ ป้อมตำตวจหมูสี ปรากฏว่ารูใหญ่ไป ปะแบบตัวหนอนไม่ได้ และที่ร้านก็ไม่มีปะสตีม 2 สาวจึงต้องแยกไปร้านปะยางที่ปากช่อง
 
ตัวเองและน้าบ๊วย จึงแยกขี่ไปวังน้ำเขียว เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยไปซักครั้ง อยากไปสัมผัสจุดที่ว่ามีโอโซนมากที่สุดในประเทศไทยซะหน่อย ตลอดทางจากเขาใหญ่ไปวังน้ำเขียว ช่างตื่นตาตื่นใจกับบรรดารีสอร์ทโรงแรมที่สร้างเรียงราย บวกกับวิวสวยๆ จากลักษณะของเนินขนาดกลางที่ซ้อนลดหลั่นกันไปตลอด 2 ข้างทาง
 
 
 
เราหยุดแวะพักคลายร้อนกันที่นี่
 
 
ระหว่างรอ 2 สาว เราก็ไปให้อาหารแกะกัน
 
 
นั่งพักให้หายร้อน และตัดสินใจว่าจะกลับ หรือ จะค้าง 2 สาว ก็กริ้งกร้างมาว่าปะยางเสร็จแล้ว ตามมาสมทบต่อได้
 
 
เส้นทางเขาใหญ่ วังน้ำเขียว จะผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ถนนจะวิ่งอ้อมโดยรอบ
 
 
ถนนเนียน โค้งกว้าง วิวสวย
 
 
วิวสวยๆ ยามเย็น ริมเขื่อนลำพระเพลิง
 
 
โฉมหน้าของรถทั้ง 5 คัน
 
 
3 สาว Girl Riders ตอนนี้เรามีกลุ่มของตัวเอง รวมตัวผู้หญิงขี่รถได้ 10 คนค่ะ
 
 
กลางคืน น้าบ๊วยเสนอกิจกรรมส่องสัตว์กัน แถวๆ เขาแพงม้า พวกเราจึงได้เข้าไปส่องกระทิงกัน
 
 
คืนนี้เราได้เห็นกระทิงสมความตั้งใจ แม้จะไม่เยอะก็ตาม ลุงบอกว่าบางครั้งเห็นฝูงใหญ่มาก 20-30 ตัวเลยทีเดียว
 
 
ระหว่างส่องสัตว์รถเกิดติดหล่ม ต้องรอรถอีกคันมาลาก
 
 
 
 
เช้าวันที่ 2 ก่อนที่น้าบ๊วย กับชุดสีเหลืองอ๋อย (รู้เลยว่าน้าน่าจะชอบสีเหลืองเอามากๆ) จะแยกกลับกรุงเทพก่อน เพราะติดงานด่วน ส่วนฝน...กลับไปตั้งแต่เมื่อคืน แวะถ่ายรูปริมเขื่อนลำตะคอง
 
 
เหลือ 2 คนเที่ยวต่อ... ย้อนกลับขึ้นเขาใหญ่ เพื่อไปเที่ยวน้ำตกเหวสุวัต
 
 
น้ำตกเป็นของเรา เพราะแทบไม่มีคนอื่นอยู่เลย ^^
 
 
เมฆฝนตั้งเค้า พวกเราจึงขี่หมายจะหนีให้ทัน แต่สุดท้ายก็ไปนั่งหลบฝนอยู่ทางเข้าน้ำตกผากล้วยไม้พักใหญ่ๆ
 
 
ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ ข้างหลังเป็นทุ่งหญ้าที่เคยเป็นสนามกอล์ฟเก่าบนเขาใหญ่
 
 
ลงเขาใหญ่ทางฝั่งปากช่อง ผ่านช่วงดินโป่ง เห็นกวางออกมากินดินนับ 10 ตัวเลยทีเดียว ^^
 
 
ยังไม่หายมันส์ แวะไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารสวนเมืองพร ริมเขื่อนลำตะคอง
 
 
วิวสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย ... ตัดสินใจค้างอีกหนึ่งคืน จริงๆ ที่นี่ก็มีห้องพักคืนละ 2000 บาท
แต่งก...เลยไปนอนห้องน้องนางดีกว่า ^^ กว่าจะนอนก็ดึก สายๆ ก็ตื่นละ เก็บเงินไว้เติมน้ำมันเที่ยวต่อดีกว่า อิอิ
 
เช้าวันที่ 3 หลังจากที่เห็นรูปผาหำหด ไอเดียบรรเจิด...ตกลงใจเที่ยวต่อ แต่ขี่หลงไปมอหินขาวเสียได้ ก่อนจะขึ้นไป เจ้าหน้าที่ก็บอกแล้วนะ ว่าทางมันไม่ดี อาจจะขึ้นไม่ได้ แต่ไม่ ของแบบนี้ต้องลอง
 
 
 
ทางกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง คืนก่อนหน้านี้ก็มีฝนตกหนัก ดินตรงนี้ก็ยังไม่ได้อัด ผลคือเละอย่างที่เห็น ลื่นเป็นดินหนังหมู ขี่ปัดไปปัดมา ลืมไปว่ายางตัวเองก็ไม่ใช่ยางหนาม นึกว่ารถเป็น GS อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว 555+
 
 
ขอบคุณคุณลุงช่างทำถนนมากๆ ค่ะ ที่มาช่วยเข็น ประคอง และแคะขี้นดินออกจากรถให้อย่างเต็มที่ ลุงบอกว่าไม่เป็นไร คนไทยต้องช่วยกัน ฟังแล้วซึ้งจริงๆ
 
 
แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ หลังจากล้มไปหลายแปะ
 
 
แต่ก็คุ้มที่ได้ขึ้นมาที่นี่ มอหินขาว หรือ สโตนเฮนจ์เมืองไทย
 
 
ตอนแรกนึกว่าจะมีแค่แท่งหิน แต่เพราะแท่งหินอยู่บนยอดเนิน ทำให้สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ สามารถมองดูทิวทัศน์พื้นที่โดยรอบได้อย่างสวยงาม
 
 
จริงๆ แล้วโดยรอบบริเวณยังมีแท่งหินอีกหลายกลุ่ม พวกเราปีนขึ้นไปนั่งพักกันบนแท่งหินอีกที แต่ไม่ใช่หินกลุ่มหลักในรูปเมื่อกี้นะคะ
 
 
และเพราะมีเมฆลอยอยู่เป็นก้อนๆ ทำให้เรานั่งเล่นกันบนยอดหินได้โดยไม่ร้อน มีลมโกรกสบายๆ เคลิ้มเลย...น่านอนเป็นที่สุด
 
 
ความซนไม่เคยปราณีใคร ขายังไม่หายดี แต่ก็ยังซ่าส์เหมือนเดิม
 
 
ขี่รถขึ้นมาจอดถ่ายรูปด้านหน้ามันซะเลย 555+
 
 
ทริปนี้เป็นทริปใกล้ๆ ที่มีความสุข สนุกมากๆ ชัยภูมิเป็นจังหวัดที่น่าเที่ยวมากๆ แป๊บเดียวก็ถึง เด๋วหาเรื่องมาอีกดีกว่า อิอิ
 
 
ที่เที่ยวสุดท้ายที่เราแวะในวันนี้ คือ น้ำตกตาดโตน น้ำตกเป็นของเราอีกแล้ว เพราะไม่มีใครเลย
 
 
น้ำแรงมาก และแดงขุ่นคลั่กอย่างที่เห็น ว่าจะมานั่งชิวๆ แช่เท้า หรือไม่ก็อาจจะเล่นน้ำ เลิกความคิดนั้นทันที เพราะดูสยองมากกว่าจะชิว
 
 
กว่าจะออกจากน้ำตกก็เกือบ 6 โมงเย็นแล้ว แวะเข้าไปทานข้าวเย็นที่ตัวเมืองชัยภูมิ แวะส่งน้องนางที่ปากช่อง ส่วนตัวเองยิงยาวกลับกรุงเทพ เท้าเตะบ้านก็ปาเข้าไป 5 ทุ่มพอดีแป๊ะ
 
เป็นทริปที่เปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะปรกติจะไม่ค่อยมาฝั่งเขาใหญ่เท่าไหร่ คิดเสมอว่าใกล้ๆ จะมีอะไรให้ดูกันนะ เคยคิดว่าทริปสั้นๆ มันๆ ก็ต้องฝั่งกาญเท่านั้น แต่ไม่ใช่เสียแล้ว ชัยภูมิเป็นอีกหนึ่งจังหวัดแห่งความประทับใจ ยังมีอีกหลายอุทยานที่ยังไม่ได้มาเยือน ใส่รายการไว้ใน waiting list อันดับต้นๆ เรียบร้อยแล้ว
 
ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Girl Riders Track Day Meeting Trip @ Thailand Curcuit

posted on 03 Sep 2011 15:52 by sweet2syrup  in MotorBike
ทริปรวมตัวครบ 10 สาวครั้งแรก เรานัดกันที่สนามแข่งรถ Thailand Curcuit นครชัยศรี
 
เหล่าสาวกรุงเทพนัดกัน 9 โมงที่ปั๊มแถวสาธร แต่ข้าพเจ้าตื่นสาย กว่าจะไปถึงปั๊มก็เกือบ 10 โมง ส่งผลให้โดนทิ้งนะสิ T_T
 
 
ไปถึง 11 โมง เป็นคนสุดท้าย โดนประนามไม่มีชิ้นดี ขอโทษ...ค้าบ
 
 
ทำการแจกและแปะสติ๊กเกอร์กลุ่มกันเด๋วนั้น ^^
 
 
 
 
 
 
เมื่อรวมตัวกันก็เฮฮาจิงโกะกันอย่างที่เห็น ยั้วเยี้ยยุ้บยับยุกยิกไม่หยุดไม่หย่อน เหมือนจับปูใส่กระด้ง
 
 
นอกจากพบปะสังสรรค์กันแล้ว เพราะสมาชิกต่างก็มาจากทั่วสารทิศ มีทั้งเชียงใหม่, พิษณุโลก, โคราช, เพชรบุรี แล้วก็กรุงเทพ ยังมีอีก 2 จุดประสงค์ นั่นคือ ถ่ายทำรายการโทรทัศน์ และ สัมภาษณ์ลงหนังสือ
 
คงสงสัยละสิว่าแปลกตรงไหน ผู้หญิงขี่รถมอเตอร์ไซ์
ถ้าพบเจอคนสองคนน่ะ...ไม่แปลก แต่พบทีทั้ง 10 ก็ออกแนวอลังการนิดนึง
 
 
 
 
โพสกันเต็มที่กว่าจะได้ภาพสวยๆ
 
 
จัดฉากกันนิดหนึ่ง
 
 
ช่วงถ่ายสัมภาษณ์
 
ประการที่ 2 คือ ลองรถของกันและกัน คนชอบขี่มอเตอร์ไซด์มักมีรถในดวงในมากกว่าหนึ่งคัน โดยเฉพาะตัวเอง...จ้องๆ สปอร์ตเอาไว้เหมือนกัน เลยขอถือโอกาสนี้ลองรถซะหน่อย
 
 
ลองซ้อนน้องนักแข่งดู มันส์มากๆ แต่คราวนี้ยังเกาะได้ไม่แน่นดีพอ น้องเลยบอกนี่แค่เบาะๆ นะคร้าาบพี่
 
 
ลองเอารถตัวเองวิ่งในสนาม
 
 
ลอง Kawasaki Versys
 
 
ลอง Ducati Monster 696
 
 
ลอง Suzuki GSX1000 K7
 
 
ลอง Suzuki GSX1000 K9
 
จริงๆ ได้ลอง Kawasaki ZX-10 (2010) และก็ Yamaha R1 (2007) ด้วย แต่ไม่ชอบเลยขี่น้อยรอบซะจนไม่ได้ถ่ายรูป ^^ ถามใจว่าชอบตัวไหนมากที่สุด บอกได้แล้วว่าชอบ Suzuki ถ้ามีโอกาสจะสอยไว้ในครอบครองสักคัน อิอิ
 
 
และแล้วอีกหนึ่งวันแห่งความสนุกก็จบลง ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
 
ถ้าอยากดูรูปสาวๆ คนอื่นๆ ตามไปดูที่เพจ FB ได้เลยนะคะ
 
 
Girl Rider เป็นกลุ่มสาวๆ ที่รักการขี่มอเตอร์ไซด์คันโต หรือที่เราเรียกว่า Big Bike ท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ
 
 
โดยเริ่มจาก "แต่ละคนที่ขี่รถอยู่แล้ว" แต่ในกลุ่มมักจะมีแต่ผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงเลย เมื่อถึงปลายทาง แม้เราจะร่วมวงสนทนากับผู้ชายได้อย่างไม่ขัดเขิน แต่บางครั้งเราก็อยากจะเม้าท์มอยในแบบผู้หญิงๆ บ้าง แล้วพอเราได้ขี่มาเจอกัน ก็...เอ้ย มีผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ขี่นี่นา จาก 2 เป็น 3 เป็น 10 ค่อยๆ รู้จักมากขึ้น จึงมีความคิดอยากรวมตัวผู้หญิงขี่รถให้เป็นกลุ่มกัน ก็เลยคิดกันว่างั้นเราจัดทริปที่นับแต่ผู้หญิงขึ้นมานั่นก็คือ ทริปเขาค้อ จริงๆ แล้วในทริปนั้นมีผู้ชายมาร่วมทริปด้วยอีกเป็นจำนวนมาก 30 กว่าคนได้ พอเราได้มาเจอกัน ได้สัมผัสตัวตนของแต่ละคน โชคดีที่เราทั้ง 8 (ในตอนนั้น) คุยกันแล้วนิสัยเข้ากันได้ หลังจากจบทริปได้ติดต่อพูดคุยกันสม่ำเสมอ ก็เลยตัดสินใจตั้งเป็นกลุ่ม Girl Riders ขึ้นมาเลยละกัน แต่ไม่ได้เปิดรับสมาชิกสะเปะสะปะ จะบอกว่าเป็นกลุ่มปิดก็ได้ เพราะเราคิดชื่อมากจากผู้หญิงที่ขี่รถ ฉะนั้นต้องขี่กันเองได้ และพวกเราชอบเที่ยวเหมือนๆ กัน ดังนั้นต้องมีจัดทริปอยู่เรื่อย ฉะนั้นคนที่จะมาเข้ากลุ่มได้ จึงต้องขอทำความรู้จักกันก่อน ว่าจะเข้ากันได้หรือเปล่า จึงเป็นเงื่อนไขอย่างที่กล่าวมา ว่าอยู่ดีๆ จะมาขอเข้ากลุ่มเลยน่ะไม่ได้ ^^
 
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ กลุ่มนี้ก็มีอายุ 4 เดือนแล้ว ดูเหมือนว่าจะสั้นๆ แต่บางคนรู้จักกันมากว่า 3 ปี เราคบที่ตัวตนจริงๆ ของกันและกัน ใครเคยเป็นไงก็เป็นแบบนั้น เคยกินนอนเที่ยวเล่นด้วยกัน ลำบากด้วยกัน รู้จักกันไปจนถึงระดับครอบครัว บอกได้ว่าเราเป็นมากกว่าคนรู้จัก เราเป็นเหมือนพี่เหมือนน้อง ที่พร้อมจะช่วยเหลือกันเมื่อมีปัญหาในทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่ทักทาย แล้วแยกย้ายไม่สนใจกันเวลามีทุกข์ อย่าหาว่าเราหยิ่งหรือเรื่องมากเลยค่ะ เพราะเราคาดหวังว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในกลุ่มแล้ว เราก็อยากจะเป็นเพื่อนกันไปให้นานที่สุด ก็เลยต้องมีข้อแม้เงื่อนไขมากหน่อยเป็นธรรมดา และนี่เป็นประวัติย่อของกลุ่มเราค่ะ
 
Girl Riders ไม่มีหัวหน้ากลุ่ม ทุกคนในกลุ่มมีสิทธิ์เท่าเทียมกันทุกคน มีแต่ความเคารพที่พวกเรามีให้กันเสมอ.....
 
สรุปอีกครั้ง...มีหลายคนถามว่าขอเข้ากลุ่มด้วยได้ไหม คำตอบคือ อาจจะได้ หรือ อาจจะไม่ได้ ดูจากอะไร?
 
1. เนื่องด้วย กลุ่มเราชื่อ Girl Riders นั่นหมายความว่าต้องขี่เองเท่านั้น ดังนั้นเป็น Bike Lover เฉยๆ หรือ สก๊อยไบค์เกอร์ จึงไม่ได้
 
2. ต้องออกทริปไปเที่ยวกับพวกเราได้ หรือสามารถขี่ bigbike ไปทริปไกลๆ เดินทางต่างจังหวัดกับพวกเราได้
 
3. หลังจากออกทริปแล้ว ได้พบปะพูดคุย และสมาชิกยอมรับว่านิสัยเข้ากับคนในกลุ่มได้ นั่นหมายความว่า...คุณต้องมีนิสัยที่ไม่เกรียน ไม่เพี้ยน ไม่งี่เง่า ตามประสาผู้หญิงหัวใจ Biker
 
ปัจจุบัน เรามีสมาชิกทั้งหมด 10 คนเท่านั้น แต่คาดว่าสมาชิกน่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน...
 
เรามารู้จักสมาชิกแต่ละคน...อย่างเป็นทางการกันดีกว่า
 
 
HappyKa หรือ เจ๊แฮปปี้ ที่อาจจเรียกสั้นว่า "เจ๊ปี้" เป็นสาวเชียงใหม่ ผู้พิศมัยในรถสปอร์ตเท่านั้น ^^ มีรถในครอบครองหลายคัน แต่คันที่รักที่สุดคือ Suzuki GSX-R 1000 K6
 
 
สาวเอ้ (KoonAe) ณ เชียงใหม่ อีกหนึ่งสาวมากความสามารถ ที่รักในสองล้อมานาน จริงๆ แล้วขี่ได้ทุกรูปแบบ แต่ปัจจุบันหลงไหล Haley Davidson มากที่สุด แต่เพราะกิจการที่บ้านเป็นร้านขายมอเตอร์ไซด์ จึงอย่าได้แปลกใจที่จะเห็นเธอเปลียนรถอยู่เรื่อย เจอรถสวยถูกใจก็เปลี่ยน หรือ ขายได้ราคาก็ปล่อย ขอให้เป็นมอเตอร์ไซด์ขีอะไรก็ได้ทั้งนั้นอยู่แล้ว ^^
 
 
หมอแหวว (SweetSyrup - เจ้าของ Blog) หมอสาวจากเมืองบางกอก สุดห้าวแต่เป็นหญิงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ชอบเล่นกีฬาเอ้าท์ดอร์แอดเวนเจอร์ทุกรูปแบบ แต่มารักการขี่มอเตอร์ไซด์มากที่สุด เริ่มขี่มาเป็น 10 ปี เริ่มจากรถป๊อบ ขยับไปขี่รถใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการเช่ารถ BB ขี่ที่พัทยา แต่เพิ่งมาจริงจังโดยการซื้อรถเป็นของตัวเองเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เพราะชอบลุย รถจึงต้องลุยได้ ขอเลือก BMW F800GS เป็นพาหนะคู่ใจ ^^ เชื่อหรือไม่...ว่าเชี่ยวชาญด้านผิวพรรณความงาม ใครมีปัญหาปรึกษาได้นะคะ
 
 
หมู (MooZingJung) สาวใจใหญ่จากพิษณุโลก สัมผัสมอเตอร์ไซด์ตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นกิจการของครอบครัว ปัจจุบันมีรถในครอบครองหลายคัน หยิบฉวยมาขี่ให้เหมาะสมตามโอกาส หนึ่งในนั้นคือ Yamaha R1 2004 ในเวลาออกทริปจะเห็นเธอควบ Yamaha DRZ400
 
 
สาวยุ้ย (กรุงเทพ) look สุดเท่ห์ ผู้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยลายสัก tattoo ที่ไม่เหมือนใคร โดย Y2J (ร้านของเธอเอง) แม้จะสัมผัสมอเตอร์ไซด์ BigBikeได้ไม่นาน แต่เพราะด้วยความคลั่งไคล้อย่างจริงจัง เริ่มขี่ ER 6n เป็นคันแรก และด้วยในความชอบ Kawazaki เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยจัด Kawasaki Ninja ZX-10 อีกซักคันและนั้นคือรถคู่ใจของเธอในปัจจุบัน
 
 
อ้วน (Ooanjung) สาวกรุงเทพ เริ่มจากการซ้อนท้ายพี่ชายออกทริปท่องเที่ยว ไม่นานเลยเริ่มชอบมอไซค์ ก็เลยตัดสินใจมาขี่รถเสียเองดีกว่า จากไม่เคยขี่มอไซค์มาก่อน คันแรกก็จับ Ducati Monster 696 ซะเลย เพราะมันดูเป็นอะไรที่เหมาะกับตัวเองที่สุดแล้ว แม้จะมือใหม่ ก็ต้องขยันฝึกซ้อมและออกทริปให้บ่อยกว่าคนอื่นเค้า แม้ไม่มีทริปก็จะขี่ไปทำงานบ้าง เพราะเธอมองว่าการขี่รถในเมือง ฝ่ารถติดๆ ก็ถือว่าเป็นการฝึกซ้อมตัวเองไปในตัวได้เหมือนกัน
 
 
ฝน (MaNeaw) สาวโคราชร่างเล็ก จากกลุ่มโคราช 80 up เริ่มจากการซ้อนซักพักแล้วจึงหันมาขี่ด้วยตัวเอง จับรถมาหลายคัน สุดท้ายมาลงตัวที่ Kawaski Versys
 
 
น้องนาง (Nangny) สาวชัยภูมิ หันมาจับมอเตอร์ไซด์ตามพี่ชายที่เป็นนักแข่ง ประกอบกับเห็นมีสาวๆ คนอื่นขี่รถใหญ่ๆ จึงอยากขี่บ้าง รถ Suzuki GSX-1000R K9 คันนี้ใช้ซ้อมมือในสนาม ส่วนรถที่ใช้ในการท่องเที่ยวปัจจุบันเป็น Yamaha T-Max 500
 
 
น้องต้นหอม (TonHom) สมาชิกรายล่าสุด แม้จะเป็นน้องเล็ก ด้วยอายุและสรีระ แต่ฝีมือไม่เล็กตาม มีดีกรีเป็นถึงแชมป์มอเตอร์ไซด์หลายรายการ เล็กพริกขี้หนูของแท้ ล่าสุดกำลังจะลงแข่งรุ่น 400cc ในสนามเดียวกับหนุ่มๆ กันเลย ช่วยส่งแรงเป็นกำลังใจเชียร์สาวน้อยคนนี้ด้วยนะคะ
 
 
แจ๊ส (Jazz) พี่ใหญ่ของกลุ่ม สาวเพชรบุรีกับรถคู่ใจ Yamaha R1 - 2008 เป็นอีกสาวที่คลุกคลีกับมอเตอร์ไซด์โดยเริ่มจากกิจการที่บ้านเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับพาหนะชนิดนี้
 
อยากทำความรู้จักหรือทักทายพวกเรา แวะไปที่นี่ Girl Rider FB page ได้เลยค่ะ
คำชักชวนจากพี่คนหนึ่ง (ที่เคยขอไว้ว่า ถ้าพี่ไปดู...ให้หนูไปด้วย) ตามคำร้องขอ ราวๆ ต้นปีว่าได้จองลงคอร์สเรียนขี่มอเตอร์ไซด์แบบ Enduro ที่เยอรมันสำเร็จแล้ว
 
บางคนอาจสงสัยว่าการขี่ Motorcross กับ Enduro ต่างกันอย่างไร การขี่ Motorcross จะใช้รถเล็กกว่า และเป็นการขี่แข่งขันกันในสนาม แต่การขึ่ Enduro คือการขี่รถทางดินผ่านภูมิประเทศ ซึ่งอาจเป็นการแข่งขันก็ได้ แต่ในกรณีนี้ คือ เรามาเรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะในการขี่รถผ่านถนนที่มีอุปสรรคต่างๆ เช่น ทางดิน ทางทราย ทางกรวด ขึ้นเขา ลงห้วย อะไรทำนองนี้
 
ออกเดินทางจากประเทศไทย ใช้เวลา 11 ชม. ไปลงยังสนามบินมิวนิค ประเทศเยอรมันนี ต้นกำเนิดของรถ BMW
 
 
 
ดอกกล้วยไม้ต้อนรับจากสายการบินไทย และสนามบินที่สะอาดสะอ้าน
 
 
ถึงเยอรมันราวๆ 2 ทุ่ม แล้วก็เช่ารถขับต่อไปเมือง Wemding
 
 
โรงแรมที่พักและสภาพห้องนอน
 
 
จริงๆ เราไม่ได้เรียนที่เมืองนี้ ต้องไปเรียนเมืองข้างๆ คือ Hechlingen แต่เมืองนี้ใหญ่และน่ารักกว่ามาก
 
 
มาคราวนี้ไม่เน้นเที่ยว เน้นช็อปแต่สิ่งที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซด์ ต้องยอมรับว่าราคาถูกกว่าบ้านเราค่อนข้างมาก
 
 
วิวสองข้างทางผ่านขับรถไปเรียนที่ BMW Endoro Park ที่เมือง Hechlingen
 
ทริปนี้เรามาเรียนทั้งหมด 2 คอร์ส คอร์สละ 2 วัน / 640 Euro สามารถจองได้ทางอินเตอร์เนท ถึงแม้ว่าจะแบ่งเป็น 4 Level แต่การเรียนก็ไม่ได้แบ่งชัดเจนนัก ดูนักเรียนเป็นหลักว่ามีทักษะระดับไหน รวมทั้งใบประกาศนียบัตรก็ไม่ได้ระบุระดับด้วยเช่นกัน
 
เรียนคราวนี้ขอลดระดับรถลงเป็น F650GS เพราะการขี่ผ่านทางวิบากนั้นถ้าขายันถึงมากเท่าไหร่ยิ่งจะปลอดภัยกว่า สำหรับข้าพเจ้าที่ทักษะต่ำต้อย และรถแสตนดาร์ท F800GS นั้นสูงลิบลิ่วแบบปลายเท้าเตะถึงพื้นแค่นั้นเอง ม่าาายไหว ขอบาย
 
 
ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายก่อนเรียนเสียหน่อย
 
คอร์สไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนว่าระดับไหน แต่เท่าที่สอบถาม แบ่งเป็น Basic, intermediate, advance แล้วก็ racing เค้าก็จะดูว่าเรารับได้แค่ไหน ก็ป้อนให้มากกว่า เพราะใบประกาศที่ได้ก็ไม่ได้บอกไว้ว่าเรียนคอร์สไหน
 
คราวนี้ก็สอนกันตั้งแต่ ยกรถ, การถ่ายน้ำหนักตัวเวลาเลี้ยว ขึ้น-ลงเนิน, ประโยชน์ของการปิด ABS แล้วเบรค, ถ้าขึ้นเนินแล้วรถดับต้องทำอย่างไร, การลุยกรวด, การลุยทราย, การเลี้ยวแคบๆ อื่นๆ อีกมากมาย สอนทฤษฏีเสร็จก็พากันไปปฎิบัติจริง อย่างที่บอกว่า park มีพื้นที่กว้างมาก มีแทรคจะลองสถานการณ์ต่างๆ ไว้ให้ฝึกหัดครบถ้วน
 
 
 
 
 
คอร์สแรกที่เรียนบอกตรงๆ ว่าอ่วมเลยค่ะ อากาศร้อนมาก ประกอบกับขาดการออกกำลังมานาน เหนื่อยสุดๆ ล้มแล้วแล้วอีก แรงไม่เหลือเลยค่ะ
 
คอร์สที่ 2 ร่างกายเริ่มอยู่ตัว และเราก็เริ่มชินกับรถ รวมทั้งทักษะพัฒนาขึ้นบ้าง สบายขึ้นเยอะเลยค่ะ อ้อ...ลืมบอก 1 คอร์สเรียน 2 วันค่ะ
 
ล้มกันบ้าง เป็นเรื่องธรรดา มีช่างคอยรอซ่อมให้ตลอดเวลา และถ้าซ่อมไม่ไหวก็เอาคันใหม่ไปขี่ได้ทันที่
 
 
สภาพบริเวณศูนย์อำนวยความสะดวก กว้างขวางสะดวกสะบาย มีอุปกรณ์เสื้อผ้าขายด้วย
 
 
ทุกมื้อกลางวัน ครูฝึกจะพาขี่ออกจากศูนย์ไปกินข้าวที่โรงแรมข้างนอก
คอร์สแรกเหนื่อยจัด กินข้าวกลางวันเสร็จนั่งหลับกันเลยทีเดียว
แล้วก็ยังมีเลี้ยงมื้อค่ำในวันแรกของคอร์สเรียนค่ะ ในภาพมีพรีเซ็นท์ทริปทัวร์ แต่ราคาแพงพอสมควร
 
ปล.อาหารเยอรมันไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ค่ะ
 
จบ 2 คอร์สด้วยความสนุกสนาน เหนื่อย ได้ความรู้และพัฒนาทักษะสมใจ แม้สำหรับตัวเองจะได้อะไรไม่มากนัก เพราะฝีมืออันน้อยนิด จึงไม่สามารถโกยได้มากอย่างที่หวัง ต้องกลับมาฝึกอีกนาน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกลับไปอีกครั้ง เพราะมีอีกหลานแทร็คที่ยังไม่ได้สัมผัส แต่ละคอร์สก็มีผู้หญิงมาเรียนด้วยหลายคน แต่ละคนสูงยาวเข่าดีตัวใหญ่ๆ เทียบเท่าผู้ชายกันทั้งนั้น มีข้าพเจ้าตัวกระปิ๋วหลิ๋วอยู่คนเดียว
 
 
 
จบ 2 คอร์ส 4 วันแบบสนุกสุดมันส์ สำหรับตัวเอง โดยส่วนตัวตอบใจได้เลยว่าคุ้มค่ะ และถ้ามีโอกาสก็จะไปอีกแน่นอนค่ะ
 
แล้วหลังเรียนคอร์แรก เราพัก 2 วัน ก่อนจะเรียนคอร์สที่ 2 ไม่งั้นตายแน่ วันว่างวันแรก...เราได้ไปเที่ยว Stuttgart เพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ Mecedes-Benz และ Porsche
 
 
 
 
 
ส่วนอีกหนึ่งวันเราขับรถไปเที่ยวทะเลสาบที่เมืองใกล้ๆ ขับรถไปซัก 50 กิโลเมตร ได้นั่งเรือล่องทะเลสาบ มีวงนักเรียนขึ้นมาบรรเลงให้ฟังเพลินๆ
 
 
 
2 วันสุดท้ายก่อนกลับ เราเข้ามา Munich ได้ไปเก็บ RC ตามแหล่งสำคัญเล็กน้อย เช่น เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อ (The Frauenkirche), มาเรียนพลาตซ์ (Marienplatz) ซึ่งจะมี Glockenspiel อยู่, เรสซิเดนซ์ (Residentz), Althe Rathaus, Theatinekirche (ST. Cajetan's church) โดยทั้งหมดจะอยู่ในระยะเดินถึงกันได้
 
 
 
สมกับเป็นเมืองต้นกำเนิดเบนซ์ บีเอ็ม เอามาทำแท็กซี่มันซะเลย
 
แต่ไม่ได้ใช้บริการ เพราะดูท่าทางจะแพง ได้ยินมาว่า ถ้าคนขับลงมาช่วยขนของ ก็จะคิดเงินเพิ่มด้วย ไม่รู้จริงหรือเปล่า แล้วมันจะคิดยังไงหว่า ดังนั้นมิวนิคเราใช้บริการรถมวลชน หลักๆ เลยก็คือรถไฟใต้ดิน กรณีที่ไปเป็นกลุ่ม 5 คนขึ้นไป คุณสามารถซื้อตั๋วกลุ่มได้ในราคา 9.98 ยูโร ใช้ได้ 1 วัน สามารถขึ้นรถเมล์ รถราง ได้หมด
 
 
ที่นี่ไม่มีคนคอยเก็บตั๋ว ไม่มีที่กั้น คุณต้องมีสามัญสำนึกว่าต้องจ่ายค่ารถด้วย
 
 
สิ่งที่เมืองแถบยุโรปมีเหมือนๆ กัน ก็คือ Street show และผู้คนที่ออกมารับแสงแดดตามร้านอาหารมากมาย นอกจากนี้...เยอรมันเป็นประเทศที่คนชอบจูงหมาออกมาเดินไปไหนมาไหนด้วย สามารถนำขึ้นรถได้ เข้าร้านอาหารได้ ก็แปลกดี เพราะบางคนลากหมาไปแบบไม่ได้สนใจอะไร เหมือนสักแต่ว่าให้ได้จูงหมามาด้วยยังไงยังงั้น
 
 
 
อีกที่ๆ พลาดไม่ได้ คือ HOFBRAUHAUS อายุร้านเก่าแก่ร้อยกว่าปีเ​ลยทีเดียว ได้กินครบ ทั้งไส้กรอก (ย่างและต้ม) ขาหมู และเบียร์ ต้นตำรับเยอรมันแท้ๆ
 
และแล้ววันเดินทางกลับก็มาถึง เราขึ้นรถไฟจากโรงแรมไปสนามบินด้วยความทุลักทุเล เพราะสัมภาระที่มากมายและน้ำหนักมหาศาล กังวลกันมากมายว่าจะต้องโดนชาร์ทเพิ่มจากสายการบินเรื่องน้ำหนักเกินหรือเปล่า แต่ก็รอดกันทุกคน แต่ละคนน้ำหนักสัมภาระเพิ่มจากขามาที่หนักอยู่แล้วคนละไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม ทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 11 วันแห่งความสนุกสนาน
 
 
 
มีคลิปเหมือนเคยค่ะ สั้นๆ เพราะไม่ค่อยได้ถ่ายเองเท่าไหร่ ไม่มีความสามารถแบกกล้องใหญ่ไประหว่างเรียนขี่ได้
    
                                             http://www.youtube.com/watch?v=wRTG-K_3ZoU
                                 
ขอบคุณที่ติดตาม พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

Girl Riders ตะลุยเพชรบูรณ์

posted on 02 Sep 2011 18:32 by sweet2syrup  in MotorBike
ทริปตามคำเรียกร้อง เมื่อสาวๆ นักบิดเรียกร้องทริปรวบรวมสาวๆ ขาซิ่งมาขี่ด้วยกัน ไม่บ่อยนักที่จะรวบรวมได้ถึง 9 คน มาจากหลายๆ จังหวัด จึงนัดรวมกันจุดหมายเพชรบูรณ์ เชียงใหม่ 3 คน, กรุงเทพ 3 คน, โคราช 2 คน และพิษณุโลก 1 คน รวม 9 คนพอดิบพอดีแต่ใช่ว่าจะมีแค่สาวๆ กลายเป็นแต่ละกลุ่มก็มีหนุ่มๆ ติดสอยห้อยตามมาด้วย กลายเป็นว่าทริปนี้รวมแล้วกว่า 30 คันเห็นจะได้ จากทริปน้อยๆ กลายเป็นทริปมหึมาไปในทันที ว่าแล้วก็มาดูความสนุกสนานกันเลยส่วนตัวคนเขียนได้เอารถเข้าไปทำตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว แต่รถก็ยังไม่เสร็จเสียที จริงๆ แล้วทริปนี้จะเกิดตั้งนานแล้ว ผลัดมาเรื่อยเพราะรถไม่เสร็จเสียที ในเมื่อวันกำหนดแล้ว บีบคอช่างที่ศูนย์กันสุดฤทธิ์ แม้จะยังไม่เรียบร้อยดี แต่เป็นว่าได้เอาออกมาขี่ในทริปนี้จนได้ นัดรับรถ 6 โมงเช้า
 
 
ยิงยาวไปสมทบกับสาว 2 สาว แถวๆ วังน้อย
 
 
แล้วจึงยิงยาวไปสมทบกับ 2 สาวจากโคราชอีกที
 
 
และแล้วเราก็มาถึงพรสวรรค์รีสอร์ท เขาค้อ ราวๆ บ่าย 2 โมง
 
 
อากาศดีอย่างไม่น่าเชื่อ หมอกไหลเข้าปกคลุมพื้นที่อย่างช้าๆ ^^
div>
 
ความสนุกสนานมื้อค่ำ
 
 
ตื่นขึ้นมาด้วยบรรยากาศอันสดชื่น หนุ่มๆ รวมตัวกันทำ car wash club ให้สาวๆ ซะงั้น 555
 
 
งานนี้มีการทำเสื้อ สกรีนนิคเนมที่ใช้ในเวปของแต่ละคนกันด้วย โปรแกรมของวันนี้คือการขี่เที่ยวในเพชรบูร์ เป้าหมายอยู่ที่ภูทับเบิก ที่ขึ้นชื่อว่าโค้งแคบทางชันได้ใจ ให้ได้สนุกกันซะหน่อย
 
 
 
 
เพราะคนที่มาเยอะมากมาย การเติมน้ำมันจึงดูโกลาหนเล็กน้อย
 
 
 
โฉมหน้า 9 สาว ดาวประจำทริป (แถม 1 เบื้องหลัง)
 
 
 
ทางสวยๆ ขึ้นทับเบิก มันคดเคี้ยวได้ใจจริงๆ
 
เก็บภาพหมู เอ้ย...หมู่ เด๋วนี้ถ้าเรียกถ่ายรูป พร้อมเสมอ
 
 
กลัวที่ไหน
 
 
ลงจากทับเบิก เราก็ยกโขยงไปกินขนมจีนกัน เสร็จแล้วดิฉันก็แยกไปขี่ต่อคนเดียว ด้วยความที่ยังขี่ไม่สะใจ อยากจะไปหล่มเก่า แต่ดันหลงไปด่านซ้าย เลยต้องวกขึ้นภูหินร่องกล้า มาลงภูทับเบิกอีกรอบ ท่ามกลางสายฝนปรอยโปรยปราย
 
 
 
 
 
กว่าจะถึงที่พักก็ปาไป 6 โมงเย็นพอดิบพอดี งานเลี้ยงย่อมต้องมีวันเลิกลา และแลัววันรุ่งขึ้นพวกเราต่างก็ต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน
 
 
 
อย่างฮา ^^
 
 
เหลือแค่นี้...เพราะบางส่วนแยกกลับไปก่อนแล้ว ได้เคยแนะนำสาวๆ นักบิดไปบ้างแล้วจากทริปเชียงใหม่ เรามาทำความรู้จักกับสาวๆ อีก 2 คนเพิ่มเติมกันดีกว่า
 
 
ฝน จากกลุ่ม 80 up โคราช กับ ER-6n (แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น Versys ซะละ)
 
 
สุดท้ายเหมือนเคย...มีคลิปมาฝากกันด้วย
 
 
เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ