ชุ่มฝน...ที่ "สังขละ" [BMW F800GS]

posted on 29 Oct 2012 18:35 by sweet2syrup in MotorBike

ทริปดองเค็มเล็กน้อย จริงๆไปมาเมืื่อหน้าฝนของปีที่แล้ว ได้รับการชักชวนจากน้าบ๊วยว่าจะมีทริปไปสังขละกับชาว FotoFile มอเตอร์ไซด์ 7 คันและรถยนต์อีก 2 คัน ตอบตกลงอย่างไม่รีรอ 1.ไม่เคยไปสังขละมาก่อน 2.ไปกับชาวกล้องน่าจะมีรูปสวยๆเพียบ ทั้งๆที่เป็นหน้าฝนต้องเปียกโชคชุ่มฉ่ำแน่แต่ก็หาได้เกรงกลัวไม่รวมแล้วทั้งทริปมีนักบิดทั้งหมด 9 คน แม้จะเป็นรถขนาด 250 cc ถึง 7 คัน แต่เราก็ไปด้วยกันได้

 

ออกเดินทางคันเดียวจากกรุงเทพเมื่อเวลา3ทุ่ม ไปสมทบกับน้าบ๊วยที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้วคืนแรกเราพักที่ทองผาภูมิ ถึงที่พักราวเที่ยงคืน ก่อนจะเดินทางต่อไปสังขละบุรีในวันรุ่งขึ้นส่วนทีม FotoFile จะออกจากกรุงเทพในคืนเดียวกันแต่ดึกกว่านั้นที่ตัดสินใจไม่รอเพราะกลัวจะ ง่วงจนหลับในระหว่างทางเสียก่อน ระยะทางจากกรุงเทพถึงสังขละ ร่วมๆ 350 km เห็นจะได้

 

เส้น ทางจากแยกแก่งเสี้ยนไปจนถึงทองผาภูมิถนนดีมากๆ โค้งกว้างเรียกว่าเล่นโค้งได้อย่างสนุกสนานทีเดียวแม้จะมืดและถนนชื้นๆจากฝน ที่ตกก่อนหน้านี้โชคดีที่คืนนี้ขณะเดินทางไม่เจอฝนตก

 

 

 

ออก จากรีสอร์ทที่ทองผาภูมิปั๊บฝนก็ตกลงมาทักทายให้ยินดีกันถ้วนหน้าอย่างทันที โดยตกปรอยๆสลับกับตกหนักโดยไม่มีทีทาว่าจะหยุดแต่อย่างใดแต่ถึงอย่างไรเราก็ ต้องมุ่งหน้าไปถึงสังขละให้จงได้สังขละ

 

ข้อดีของหน้าฝนคือ ได้รับอากาศบริสุทธิ์ความสดชื่นเย็นฉ่ำกันแบบจุใจแต่ก็นะ...เปียกปอนด์และก็...หนาวเหน็บเป็นอย่างยิ่ง

อีกอย่างที่สำคัญ...ถนนลื่นต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นในยามขับขี่ เพราะต้องขี่ช้าลง ก็ทำให้เรามีโอกาศได้ชื่นชมธรรมชาติได้นานขึ้น

 

 

วิวสวยๆตลอดเส้นทาง ค่อยๆขี่ดื่มด่ำความงามของธรรมชาติกันไปอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน สัมผัสกับอ้อมกอดของสายน้ำและขุนเขากันให้จุใจ

 

 

วิถีชีวิตอันเรียบง่ายและกลมกลืนไปกับธรรมชาติของชาวบ้านพื้นถิ่นช่างงดงามและดำเนินไปอย่างเชื่องช้าแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคงแน่วแน่

 

 

สายน้ำในเขื่อนที่สงบนิ่งเป็นสายน้ำแห่งชีวิตหลากหลายคุณูปการหล่อเลี้ยงเหล่ามวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง

 

 

แวะจอดไปเรื่อยตรงไหนสวยก็หยุดเป็นระยะๆ ...เก็บภาพกันเสียหน่อย


 

 

ขี่ รถท่ามกลางผืนป่าหลากไม้นานาพันธุ์ที่เขียวขจีความเครียดก็ได้ถูกดูดซับไปจน หมดสิ้น ชาร์ทพลังงานไว้เป็นทุนแห่งใจกลับไปสู้งานต่อเมื่อกลับไปเผชิญชีวิตประจำวัน

 

 

และแล้วเราก็ถึงสังขละในเวลาบ่ายต้นๆ เราพักกันที่แพลุงเณร

ที่พัก ที่นี่ก็มีมากมายหลายแบบ ตั้งแต่โรงแรมรีสอร์ทอย่างดี นอนในแพริมน้ำ หรือถ้าชอบความเป็นส่วนตัว จะนอนในแพแล้วให้เค้าลากไปลอยไว้กลางน้ำก็ยังได้ หรือตัวเลือกสุดท้าย...กางเต๊นท์


 

สะพานมอญอันเลื่องชื่อ ได้รับการบูรณซ่อมแซมให้แข็งแรงเมื่อไม่นานมานี้แม้จะขาดความขลังไปบ้างแต่ก็ยังคงงดงามอยู่เหมือนเดิม

สะพานมอญ ถือเป็น "สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย" เป็น สะพานที่สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลีย อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะและคณะศิษย์ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" เป็นสะพานไม้ที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรี สะพานไม้นี้มีความยาวถึง 850 เมตร นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและยาวเป็นลำดับ 2 ของโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นเส้นทางในการติดต่อไปมาหาสู่ ทำมาค้าขาย ขนส่งพืชผลทางการเกษตรในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และเป็นเส้นทางแห่งการเผยแพร่แลกเปลี่ยนประเพณีวัฒนธรรม ระหว่างชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำซองกาเรีย เมื่อก่อสร้างเสร็จสะพานแห่งนี้จึงได้รับการขนานนามว่า "สะพานแห่งศรัทธา" เนื่องจากวิธีการก่อสร้าง และขั้นตอนการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นแรงงานคนทั้งสิ้น

บริเวณ สะพานเป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณที่สวยงาม สามารถมองเห็นลำน้ำสามสาย คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ไหลมาบรรจบกันเป็นสามประสบ (จุดกำเนิดแม่น้ำแควน้อย)

อ่านประวัติหลวงพ่ออุตตะมะโดยละเอียดได้ที่ www.wikipedia.org


 

 

นั่งเรือไปชมอุโบสถหลังเก่าของวัดวังก์วิเวการาม สร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะที่จมน้ำหลังจากสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์

 

 

 

เจดีย์พุทธคยาในวัดวังก์วิเวการาม

 

 

หอระฆังเก่าที่จมน้ำ

 

 

ล่องเรือเสร็จก็มาเล่นน้ำ แล้วก็อาบน้ำอาบท่า มาเดินเล่นบนสะพานมอญจนตะวันลับฟ้าไป

 

 

ความสุขแบบเรียบง่ายของเด็กๆ

ทั้งหญิงชาย ตัวน้อยๆ ไปจนถึงตัวโตๆ พากันมาโดดน้ำเป็นเป็นกลุ่มๆ อย่างสนุกสนาน โดดแล้วก็ปีนขึ้นมาแล้วก็โดดใหม่

 

 

การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเข้ากับวิถีแห่งธรรมชาติไม่ต้องเร่งร้อนเหมือนคนเมือง เป็นชีวิตที่เพียงพออย่างพอดี

 

 

พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า พาราตรีมาสู่เราอีกครั้งในคืนนี้

 

 

และ ที่ขาดไม่ได้ความสนุกสนานและเสียงหัวเราะยามค่ำคืนจากเหล่าผู้ร่วมทางในทริ ปนี้หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งแทบจะไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว

 

 

เช้ารุ่งขึ้นเราแวะขึ้นไปยังวัดวังก์วิเวการามเพื่อชมความงดงามของวัด

 

 

วันนี้ต้องร่ำราสังขละเพื่อกลับบ้านกันแล้ว

ยังคงเอกลักษณ์เดิม ไม่ติดปี๊บ ^^ ชอบเอาของใส่ถุงทะเลแล้วมัดติดท้ายเอา ไม่เกะกะ

 

 

แวะเที่ยวด่านเจย์ดีย์