คำชักชวนจากพี่คนหนึ่ง (ที่เคยขอไว้ว่า ถ้าพี่ไปดู...ให้หนูไปด้วย) ตามคำร้องขอ ราวๆ ต้นปีว่าได้จองลงคอร์สเรียนขี่มอเตอร์ไซด์แบบ Enduro ที่เยอรมันสำเร็จแล้ว
 
บางคนอาจสงสัยว่าการขี่ Motorcross กับ Enduro ต่างกันอย่างไร การขี่ Motorcross จะใช้รถเล็กกว่า และเป็นการขี่แข่งขันกันในสนาม แต่การขึ่ Enduro คือการขี่รถทางดินผ่านภูมิประเทศ ซึ่งอาจเป็นการแข่งขันก็ได้ แต่ในกรณีนี้ คือ เรามาเรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะในการขี่รถผ่านถนนที่มีอุปสรรคต่างๆ เช่น ทางดิน ทางทราย ทางกรวด ขึ้นเขา ลงห้วย อะไรทำนองนี้
 
ออกเดินทางจากประเทศไทย ใช้เวลา 11 ชม. ไปลงยังสนามบินมิวนิค ประเทศเยอรมันนี ต้นกำเนิดของรถ BMW
 
 
 
ดอกกล้วยไม้ต้อนรับจากสายการบินไทย และสนามบินที่สะอาดสะอ้าน
 
 
ถึงเยอรมันราวๆ 2 ทุ่ม แล้วก็เช่ารถขับต่อไปเมือง Wemding
 
 
โรงแรมที่พักและสภาพห้องนอน
 
 
จริงๆ เราไม่ได้เรียนที่เมืองนี้ ต้องไปเรียนเมืองข้างๆ คือ Hechlingen แต่เมืองนี้ใหญ่และน่ารักกว่ามาก
 
 
มาคราวนี้ไม่เน้นเที่ยว เน้นช็อปแต่สิ่งที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซด์ ต้องยอมรับว่าราคาถูกกว่าบ้านเราค่อนข้างมาก
 
 
วิวสองข้างทางผ่านขับรถไปเรียนที่ BMW Endoro Park ที่เมือง Hechlingen
 
ทริปนี้เรามาเรียนทั้งหมด 2 คอร์ส คอร์สละ 2 วัน / 640 Euro สามารถจองได้ทางอินเตอร์เนท ถึงแม้ว่าจะแบ่งเป็น 4 Level แต่การเรียนก็ไม่ได้แบ่งชัดเจนนัก ดูนักเรียนเป็นหลักว่ามีทักษะระดับไหน รวมทั้งใบประกาศนียบัตรก็ไม่ได้ระบุระดับด้วยเช่นกัน
 
เรียนคราวนี้ขอลดระดับรถลงเป็น F650GS เพราะการขี่ผ่านทางวิบากนั้นถ้าขายันถึงมากเท่าไหร่ยิ่งจะปลอดภัยกว่า สำหรับข้าพเจ้าที่ทักษะต่ำต้อย และรถแสตนดาร์ท F800GS นั้นสูงลิบลิ่วแบบปลายเท้าเตะถึงพื้นแค่นั้นเอง ม่าาายไหว ขอบาย
 
 
ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายก่อนเรียนเสียหน่อย
 
คอร์สไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนว่าระดับไหน แต่เท่าที่สอบถาม แบ่งเป็น Basic, intermediate, advance แล้วก็ racing เค้าก็จะดูว่าเรารับได้แค่ไหน ก็ป้อนให้มากกว่า เพราะใบประกาศที่ได้ก็ไม่ได้บอกไว้ว่าเรียนคอร์สไหน
 
คราวนี้ก็สอนกันตั้งแต่ ยกรถ, การถ่ายน้ำหนักตัวเวลาเลี้ยว ขึ้น-ลงเนิน, ประโยชน์ของการปิด ABS แล้วเบรค, ถ้าขึ้นเนินแล้วรถดับต้องทำอย่างไร, การลุยกรวด, การลุยทราย, การเลี้ยวแคบๆ อื่นๆ อีกมากมาย สอนทฤษฏีเสร็จก็พากันไปปฎิบัติจริง อย่างที่บอกว่า park มีพื้นที่กว้างมาก มีแทรคจะลองสถานการณ์ต่างๆ ไว้ให้ฝึกหัดครบถ้วน
 
 
 
 
 
คอร์สแรกที่เรียนบอกตรงๆ ว่าอ่วมเลยค่ะ อากาศร้อนมาก ประกอบกับขาดการออกกำลังมานาน เหนื่อยสุดๆ ล้มแล้วแล้วอีก แรงไม่เหลือเลยค่ะ
 
คอร์สที่ 2 ร่างกายเริ่มอยู่ตัว และเราก็เริ่มชินกับรถ รวมทั้งทักษะพัฒนาขึ้นบ้าง สบายขึ้นเยอะเลยค่ะ อ้อ...ลืมบอก 1 คอร์สเรียน 2 วันค่ะ
 
ล้มกันบ้าง เป็นเรื่องธรรดา มีช่างคอยรอซ่อมให้ตลอดเวลา และถ้าซ่อมไม่ไหวก็เอาคันใหม่ไปขี่ได้ทันที่
 
 
สภาพบริเวณศูนย์อำนวยความสะดวก กว้างขวางสะดวกสะบาย มีอุปกรณ์เสื้อผ้าขายด้วย
 
 
ทุกมื้อกลางวัน ครูฝึกจะพาขี่ออกจากศูนย์ไปกินข้าวที่โรงแรมข้างนอก
คอร์สแรกเหนื่อยจัด กินข้าวกลางวันเสร็จนั่งหลับกันเลยทีเดียว
แล้วก็ยังมีเลี้ยงมื้อค่ำในวันแรกของคอร์สเรียนค่ะ ในภาพมีพรีเซ็นท์ทริปทัวร์ แต่ราคาแพงพอสมควร
 
ปล.อาหารเยอรมันไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ค่ะ
 
จบ 2 คอร์สด้วยความสนุกสนาน เหนื่อย ได้ความรู้และพัฒนาทักษะสมใจ แม้สำหรับตัวเองจะได้อะไรไม่มากนัก เพราะฝีมืออันน้อยนิด จึงไม่สามารถโกยได้มากอย่างที่หวัง ต้องกลับมาฝึกอีกนาน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกลับไปอีกครั้ง เพราะมีอีกหลานแทร็คที่ยังไม่ได้สัมผัส แต่ละคอร์สก็มีผู้หญิงมาเรียนด้วยหลายคน แต่ละคนสูงยาวเข่าดีตัวใหญ่ๆ เทียบเท่าผู้ชายกันทั้งนั้น มีข้าพเจ้าตัวกระปิ๋วหลิ๋วอยู่คนเดียว
 
 
 
จบ 2 คอร์ส 4 วันแบบสนุกสุดมันส์ สำหรับตัวเอง โดยส่วนตัวตอบใจได้เลยว่าคุ้มค่ะ และถ้ามีโอกาสก็จะไปอีกแน่นอนค่ะ
 
แล้วหลังเรียนคอร์แรก เราพัก 2 วัน ก่อนจะเรียนคอร์สที่ 2 ไม่งั้นตายแน่ วันว่างวันแรก...เราได้ไปเที่ยว Stuttgart เพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ Mecedes-Benz และ Porsche
 
 
 
 
 
ส่วนอีกหนึ่งวันเราขับรถไปเที่ยวทะเลสาบที่เมืองใกล้ๆ ขับรถไปซัก 50 กิโลเมตร ได้นั่งเรือล่องทะเลสาบ มีวงนักเรียนขึ้นมาบรรเลงให้ฟังเพลินๆ
 
 
 
2 วันสุดท้ายก่อนกลับ เราเข้ามา Munich ได้ไปเก็บ RC ตามแหล่งสำคัญเล็กน้อย เช่น เฟราเอ่นเคียร์ชเช่อ (The Frauenkirche), มาเรียนพลาตซ์ (Marienplatz) ซึ่งจะมี Glockenspiel อยู่, เรสซิเดนซ์ (Residentz), Althe Rathaus, Theatinekirche (ST. Cajetan's church) โดยทั้งหมดจะอยู่ในระยะเดินถึงกันได้
 
 
 
สมกับเป็นเมืองต้นกำเนิดเบนซ์ บีเอ็ม เอามาทำแท็กซี่มันซะเลย
 
แต่ไม่ได้ใช้บริการ เพราะดูท่าทางจะแพง ได้ยินมาว่า ถ้าคนขับลงมาช่วยขนของ ก็จะคิดเงินเพิ่มด้วย ไม่รู้จริงหรือเปล่า แล้วมันจะคิดยังไงหว่า ดังนั้นมิวนิคเราใช้บริการรถมวลชน หลักๆ เลยก็คือรถไฟใต้ดิน กรณีที่ไปเป็นกลุ่ม 5 คนขึ้นไป คุณสามารถซื้อตั๋วกลุ่มได้ในราคา 9.98 ยูโร ใช้ได้ 1 วัน สามารถขึ้นรถเมล์ รถราง ได้หมด
 
 
ที่นี่ไม่มีคนคอยเก็บตั๋ว ไม่มีที่กั้น คุณต้องมีสามัญสำนึกว่าต้องจ่ายค่ารถด้วย
 
 
สิ่งที่เมืองแถบยุโรปมีเหมือนๆ กัน ก็คือ Street show และผู้คนที่ออกมารับแสงแดดตามร้านอาหารมากมาย นอกจากนี้...เยอรมันเป็นประเทศที่คนชอบจูงหมาออกมาเดินไปไหนมาไหนด้วย สามารถนำขึ้นรถได้ เข้าร้านอาหารได้ ก็แปลกดี เพราะบางคนลากหมาไปแบบไม่ได้สนใจอะไร เหมือนสักแต่ว่าให้ได้จูงหมามาด้วยยังไงยังงั้น
 
 
 
อีกที่ๆ พลาดไม่ได้ คือ HOFBRAUHAUS อายุร้านเก่าแก่ร้อยกว่าปีเ​ลยทีเดียว ได้กินครบ ทั้งไส้กรอก (ย่างและต้ม) ขาหมู และเบียร์ ต้นตำรับเยอรมันแท้ๆ
 
และแล้ววันเดินทางกลับก็มาถึง เราขึ้นรถไฟจากโรงแรมไปสนามบินด้วยความทุลักทุเล เพราะสัมภาระที่มากมายและน้ำหนักมหาศาล กังวลกันมากมายว่าจะต้องโดนชาร์ทเพิ่มจากสายการบินเรื่องน้ำหนักเกินหรือเปล่า แต่ก็รอดกันทุกคน แต่ละคนน้ำหนักสัมภาระเพิ่มจากขามาที่หนักอยู่แล้วคนละไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม ทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 11 วันแห่งความสนุกสนาน
 
 
 
มีคลิปเหมือนเคยค่ะ สั้นๆ เพราะไม่ค่อยได้ถ่ายเองเท่าไหร่ ไม่มีความสามารถแบกกล้องใหญ่ไประหว่างเรียนขี่ได้
    
                                             http://www.youtube.com/watch?v=wRTG-K_3ZoU
                                 
ขอบคุณที่ติดตาม พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

Comment

Comment:

Tweet