MotorBike

ทริปที่สองของหนูดี (Kawasaki D-Tracker) เปลี่ยนบรรยากาศไปทางภาคตะวันตก นั่นคือจังหวัดกาญจนบุรี มีพรายกระซิบมาว่า "ลองไปเส้นนี้ดูนะ สวยไม่แพ้เหนือเลยล่ะ" จึงเป็นที่มาของทริปสั้นๆทริปนี้ ออกเดินเดินทาง 26 ธันวาคม 51



ด้วยใจที่อยากไปเที่ยว(อีกแล้วคับท่าน) ก็ได้ปรึกษาเพื่อน(รุ่นพี่)ที่สนิทว่าอยากขี่รถอีกเที่ยวจัง มีเวลาไม่มาก (ก็ลาเที่ยวไปซะเยอะแล้ว จะเหลือวันลาซักเท่าไหร่) สุดท้ายได้ข้อสรุปของจุดหมายปลายทางว่าจะไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นกัน เพราะมันส์ครบรสแน่ งานนี้ได้พี่ใหญ่อย่าง R1200GS ประกบเป็นพี่เลี้ยง ตกลงกันว่าจะออกแต่เช้าตรู่ ตั้งต้นจากบางนาแล้วขึ้นทางด่วนกาญจนาภิเษก ผ่านวงแหวนจะวันตก ยิงยาวไปออกบรมราชชนนี (น้องถาม "เฮ้ย...ขึ้นได้จริงเหรอพี่" พี่ตอบ"ได้ดิ ทางด่วนยังไม่เปิด ต้องรีบขึ้นก่อนเปิดไง")



วิ่งสบายๆ จากถนนพระบรมราชชนนี (388) เข้าสู่ถนนเพชรเกษม (4) ผ่านนครปฐม แป๊บเดียวก็เข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี (323) ประมาณ 8 โมงเศษๆ แวะเติมพลังกับร้านข้าวแกงข้างทาง ออกเดินทางต่อเห็นทางแยกซ้ายว่าไปสะพานข้ามแม่น้ำแคว...ไปกันเลย



แวะชื่นชมสะพานแห่งอนุสรณ์สงคราม อาจเพราะเป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวจึงบางตาไม่ค่อยคึกคักเท่าไรนัก



แม่น้ำแควใหญ่ สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวกาญจนบุรีมาแต่โบราณ ยังคงความงดงามและมีเสน่ห์เสมอมา



น่าเสียดาย ที่สถานที่สำคัญเหล่านี้ ถูกทำให้ด้อยค่าลงด้วยน้ำมือของพวกมือบอน พบรอยขีดเขียนชื่อเสียงเรียงนามมากมายบนเสาเหล็กของสะพาน



ทริปนี้มีความมันส์ซ่อนอยู่ ให้สังเกตุแผนที่นี้ให้ดีนะคะ (เด๋วจะเฉลยที่หลัง)



ออกเดินทางต่อ จากแยกแก่งเสี้ยนเข้าสู่ ถนนสาย 3199 เพื่อไปลงแพขนานยนต์ที่ 1 ที่ด่านแม่แฉลบ มองทางซ้ายเข้าไว้จะเจอป้ายบอกทาง เห็นง่าย ไม่หลง ได้แรงยุจากเจ้าของรถว่า "เธอขี่ได้ R1200GS ลองดูเด้" ...เอ้า เอาก็เอา เส้นทางนี้จริงๆ จะผ่านเขื่อนศรีนครินทร์แต่ไม่ได้แวะเข้าไป และระหว่างทางก็เห็นป้ายว่าทางไปจะมีโรงถ่ายเรื่องพระนเรศวร พยายามหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ มารู้ทีหลังว่าอยู่ในค่ายทหารและแถมป้ายยังเล็กมากๆ เป็นอันว่าชวดรายการนี้ไป



การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นไปได้สองทาง ทางแรกก็คือทางที่ไปในวันนี้ เราจะเลือกไม่ขึ้นแพขนานยนต์ในช่วงที่ 1 ก็ได้ ขับไปตามถนน ซึ่งก็คือเส้น 3199 ไปเรื่อยๆ แต่เราเลือกลงเท้ง เพราะอยากสัมผัสบรรยากาศล่องเขื่อน และเพื่อเป็นการประหยัดเวลาด้วย



อีกทางไปทาง เส้นน้ำตกไทรโยค (323) จากที่อ่านตามเว็ปต่าง พบว่ามีทางตัดเข้าได้หลายทาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทางลูกรัง หรือจะมาทางน้ำตกเอราวัณ ผ่านถ้ำพระธาตุ เป็นทางลูกรังเข้าไปยังน้ำตกได้เช่นกัน (42km)



ลงแพขนานยนต์แรกหรือเรียกว่าเท้งตามภาษาท้องถิ่น แพมีขนาดใหญ่ ระยะทางสั้นๆ ราคามอเตอร์ไซด์ 10 บาทไม่เกี่ยงไซด์



ลงจากแพที่หนึ่ง ยังคงเป็นถนนสายเดิม (3199) มุ่งหน้าสู่ศรีสวัสดิ์ เพื่อต่อแพที่สอง เส้นทางสวย เพราะป่าฝั่งตะวันตกเป็นป่าเบญจพรรณ จึงมีใบไม้ร่วงตลอดทาง เมื่อวิ่งผ่านจะเห็นใบไม้ปลิวฟุ้ง ทำให้เป็นภาพที่สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก (และเป็นเช่นเคย ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะมัวแต่มุ่งสมาธิไปกับการขี่ "รถยักษ์" รถใหญ่เหลือเกิน)



ให้สังเกตุป้ายทางซ้ายมือให้ดีนะคะ เพราะต้องหาทางแยกไปต่อแพที่สอง เด๋วจะเลยไปซะก่อน ขี่เข้าไปได้ซักพัก เฮ้ย...ทางลูกรัง เอาไงดีวะเนี่ย เพิ่งได้ลองรถครั้งแรกซะด้วย จะทำของเค้าล้มมั๊ยเนี่ย!!?



งานนี้โดนแกล้งซะอ่วม ก็พี่ชายท่านเล่นควบหนูดีแถไปแถมากวาดฝุ่นลิบๆอยู่ข้างหน้าอย่างเมามัน ฮึ่ม...ฝากไว้ก่อนเถอะ ทำกันได้นะ



ขี่มาจนสุดถนน เหลียวซ้ายแลขวาหามีแพไม่ หนำซ้ำไม่มีผู้คนอีกต่างหาก มาถูกมั๊ยเนี่ยเรา...ซักพักมีคนเดินมาบอกว่าให้โทรตามเอา วันธรรมดาไม่มีแพจอดฝั่งนี้ ก็ถึงบางอ้อ...โทรติดต่อเรียบร้อยเป็นว่าต้องรอพักใหญ่ๆ (GSM เท่านั้น) ขี่กันอย่างเดียว น้ำท่าไม่ได้สำรองเลย ที่สำมะคัญท้องก็ร้องจ๊อกๆแล้ว มองไปเห็นเพิงขายอาหาร แต่เค้าไม่ขายวันธรรมดา ใช้ลูกอ้อนได้ข้าวไข่เจียวมารองท้องคนละจาน รอดไปอีกมื้อ ระหว่างรอก็มีรถทยอยขับเข้ามาจอดรอแพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่อยใจชื้นหน่อย



สภาพริมฝั่งที่รอขึ้นแพที่สอง เปล่าเปลี่ยวรกร้างจนพาลจะให้คิดว่าหลงเอาง่าย...แล้วสุดท้ายก็ได้ขึ้นแพขนานยนต์ที่สอง แพช่วงที่สองจะมีขนาดเล็กกว่า และมีระยะทางการล่องที่นานกว่า ประมาณ 40 นาที ราคาจึงแพงกว่าแพแรก (50 บาท)



ลงจากแพ เป็นทางลูกรังอีกประมาณ 7-10km ก็จะถึงที่ทำการอุทยานน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นจุดที่ 1 จะอยู่บริเวณน้ำตกชั้นที่ 1 และจุดที่สองจะอยู่ที่ชั้นที่ 4 ว่าแล้วก็ลุยไปชั้นที่ 4 กันเลย เพราะว่าวิวสวยกว่า รูปนี้เป็นมุมมองจากจุดกางเต๊นท์ มองไปเห็นน้ำในเขื่อนเลยละ



วันที่ไปเป็นวันธรรมดา แต่ก็มีรถทยอยเข้าให้คึกคักแม้จะมืดค่ำแล้วก็ตาม ทำให้ลานกางเต้นท์ไม่เงียบเหงาอย่างที่คิด สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีร้านอาหารจุดละหนึ่งร้าน ห้องน้ำมากมายและสะอาด



รูปน้ำตกชั้นที่ 4 จะว่าไป คลานออกจากเต้นท์ ก็แทบจะเล่นน้ำได้เลยล่ะ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีทั้งหมด 7 ชั้น ชั้นที่สวยที่สุดก็คือชั้นที่ 4 ส่วนชั้นบนนั้นเดินไกลพอสมควร ก็เลยไม่ได้ไปดู 555 แอบขอบอกนิดนึง ตอนขี่มันร้อนมาก มาถึงก็เลยตั้งหน้าตั้งตาจะไปเล่นน้ำตกให้ได้ ลืมไปถ่ายรูปน้ำตกเลย รูปสวยๆหาดูได้ทั่วไปในอินเตอร์เนทนะคะ



รูปน้ำตกชั้นสามค่ะ ตอนที่เข้าไปเค้าห้ามเล่นที่ชั้นสี่ คงเพราะมีคนเล่นเยอะ แล้วดันไปอาบน้ำสระผมด้วยแชมพูในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้แมลงน้ำตายไป ...ทำให้ต้องเดินไปหาที่เล่นน้ำตกที่อื่น ไม่ได้อยากเดินดูน้ำตกซะงั้น ก็แหม...มีเวลาแค่คืนเดียว ถ้าบ่ายยังเอาแต่ไปเดินชมธรรมชาติ คงไม่มีแรงเหลือไว้ขี่รถกลับแน่เลย



วันรุ่งขึ้น...อากาศและบรรยากาศดีๆ ทำให้เอ้อระเหยลอยชาย กว่าจะเก็บของเสร็จ กลายเป็นออกจากอุทยานเกือบ 11 โมงเช้า ใกล้เวลากลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงเข้าไปทุกที แผนที่วางไว้คือตามหาทางที่เค้าว่าสวย มันไปทางไหนหว่า? อืม...ไงก็ต้องข้ามเท้งที่สองกลับไปก่อน



ติด GPS ไปด้วย (garmin nuvi 205) เปิดหาทันที ไปหนองปรือ มันบอกให้ไปทางขวา มันก็น่าจะไปได้อยู่หรอก แต่มันเป็นทางขามาของเรา ไม่เห็นมีเขาซักกะลูก เอ...เมื่อกี้ถามเค้ามาเค้าบอกให้ไปทางซ้ายนี่นา (จากแผนที่ใน คห.6 จะมีถนนเส้นประจากศรีสวัสดิ์ขึ้นไปอีกค่ะ คือเส้นนี้นั่นเอง ซึ่งหาไม่ค่อยพบในแผนที่ทั่วไป มีในบางแผนที่เท่านั้น)

ถูกต้องนะคร้าาาบ...ทางนี้ไม่มีใน GPS ค่ะ (การที่มันไม่มีน่ะทำถูกแล้ว -_-') เลี้ยวซ้ายไปหนองปรือได้จริงๆ



ขี่ไปเรื่อยๆ มองเห็นหลักกิโล มะเห็นบอกเลยว่าไปไหนได้ ก็เลยจอดถามรถเมล์ ก็ยังได้รับคำยืนยันเดิมว่าไปได้ แข็งใจขี่กันไปเรื่อย และแล้วเราก็ได้เจอทางสวยๆ เลาะไหล่เขา



ทางค่อนข้างเปลี่ยว เหมือนไม่ค่อยมีคนใช้ เพราะต้นหญ้าโตเข้ามาในทางเต็มไปหมด ตอนแรกก็กะใส่เต็มที่ (ตามความสามารถเราเอง) แต่มีอยู่สองโค้งที่มีรถสวนมา ก็เลยเลิกเล่นเลย และยังมีหินหล่นลงมากองที่ไหล่ทางเป็นระยะๆ ทำให้มีกรวดลอยพอสมควร แต่ลักษณะโค้ง ประมาณปายได้เลยค่ะ แถมบางทีโค้งลึกและแคบกว่าอีก ระยะทางประมาณเกือบร้อยโล ใช้เวลาไปสองชั่วโมงกว่า



และท้ายที่สุดก็ลงมาได้...โดยสวัสดิภาพ



โดยรวมทริปนี้ จัดเป็นทริปสั้นๆที่ได้อรรถรถครบเครื่องค่ะ ให้ห้าดาวเลย

แต่สำหรับคนที่จะไปลองทางนี้ แนะนำให้วิ่งก่อนมืดนะคะ และให้เผื่อใจเรื่องทางขาดเอาไว้ด้วย รวมถึงไม่ควรไปคนเดียวนะคะ ขนาดคุยกับคนในพื้นที่ เค้าบอกว่าเค้ายังไม่กล้าใช้เลย (ฮู่ว...น่าคิด ว่าทำไม?) นอกจากนั้นทริปนี้ตัวเองยังได้ลองขี่ R1200GS เกือบทั้งทริป ทั้งทางดำและทางลูกรัง ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกทริปเลยค่ะ สำหรับหนูดีมีปัญหาเรื่องน้ำมันนิดหน่อย เพราะต้องคอยกังวลกันตลอดว่าจะหมดรึเปล่า เด๋วตายกลางทางจะหมดสนุกเอา...แต่ยังไงก็ยังรักหนูดีเหมือนเดิม พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

เรื่องและภาพสวยๆ เกี่ยวกับน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นใน www.pantip.com ค่ะ

Long Way Down

posted on 04 Jun 2009 01:28 by sweet2syrup  in MotorBike

   

เสียงแว่วมาจากคนใกล้ตัว
ดู Long Way Down รึยัง
ตอนนั้นเพิ่งกลับมาขี่รถมอเตอร์ไซด์ใหม่ๆ
เราส่ายหน้า...มันคือรายการไรวะ?
"อืม...อะไรอ่ะ ไม่รู้จัก"
"โหย...ไม่รู้จักได้ไง เชยยยยมาก
อ่ะเอานี่ไปดูซะ แล้วจะชอบ"



หลังจากกลับมาขี่ครั้งใหม่
ก็หาข้อมูลไปเรื่อย...เพื่อดูรถที่เหมาะสมกับตัวเอง
และก็พยายามลองขี่ให้ได้มากที่สุด
สุดท้ายก็จะได้คำตอบเป็นส่วนใหญ่ว่า
"สุดท้ายก็ต้องจบที่ BMW"
เกาหัวแกรกๆ ทำไมต้องจบที่ BMW ด้วยนะ?
ไม่จริงมั๊ง...ค้านในใจ
ก็ได้ยินว่าจุกจิก ค่าดูแลค่าซ่อมแพงจะตาย
ไม่เชื่อ...



จนมีโอกาสได้ลองขี่ BMW R1200GS หนึ่งทริป
ได้ขี่ขึ้น-ลงเขา และ ทางลูกรัง
ได้ไปขี่ในทริปอื่นที่ไกลและยาวขึ้น
ซึ่งในหนึ่งทริปเราอาจต้องสัมผัสกับรูปแบบถนนที่หลากหลาย
(ในขณะที่เพื่อนร่วมทริปขี่ BMW แต่เราไม่ได้ขี่)
ยอมรับว่าสมรรถนะรถมันเยี่ยมจริงๆ
(โดยเฉพาะท่านั่งที่ไม่ก้มจนเกินไป เหมาะแต่ผู้สูงวัยวุฒิและทุนทรัพทย์)
ถ้าเป็น Touring ต้องยกให้ BMW เขาล่ะ
แต่เสียอยู่อย่าง...ไม่ชอบไอ้ถังปี้บเหล็กใส่ของข้างๆเลย
เหมือนถังส่งบะหมี่จะตาย...

เสียงจากคนใกล้ตัวแว่วมา (อีกรอบ)
"ดูยัง...เห็นป่าว ต้อง BMW เท่านั้น
และก็ต้องมีปี้ปแบบนี้ด้วย
ต้องเป็นของ Touratech เท่านั้น ถึงจะเท่ห์"
"...................."
ฉันก็ยังส่ายหน้าเหมือนเดิม...เท่ห์ตรงไหนวะ? (คิดแต่ไม่ได้พูด)

วันนี้...ฉันได้ดู Long Way Down (หลายรอบ) แล้ว
เป็น series บันทึกการเดินทาง
ของ Ewan McGregor และ Charley Boorman
ระยะทางกว่า 15,000 mile
จาก John O'Groats ประเทศอังกฤษ ผ่านทวีปแอฟริกาไปยัง Cape Town
ภาพการเดินทางผ่านประเทศที่ยังมีสงคราม ทุ่งหญ้าสะวันนา และป่าอะเมซอน

hl=en&fs=1"

การเดินทางครั้งนี้มีทีมงาน Back up เดินทางไปด้วยตลอดและมี Sponsor อีกเพียบ (น้ำหน้าอย่างเราจะไปหาได้ที่ไหนเนี่ย)

สุดท้าย...ฉันเริ่มชอบปี้ปของ Touratech ขึ้นมาแล้ว
เพราะเทียบกับแบบอื่นๆ มันแข็งแรงสุดจริงๆนั่นแหละ
ไม่ได้ชอบเพราะรูปทรงมันซะหน่อย
เพราะไงฉันก็ยังเห็นว่ามันเหมือนปี้บส่งก๋วยเตี๋ยวอยู่ดี
"เห็นมั๊ย...ชอบมันเข้าแล้วละซิ" เสียงคนใกล้ตัวกับความปลื้มที่ไม่เลือนหาย
ฉันคิดว่า...ถ้าจะเที่ยวแบบทัวร์ริ่ง
สุดท้าย...ก็คงต้องจบที่ BMW จริงๆ อย่างที่เขาบอกกัน

นี่เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ ว่าแล้วอยากขี่รถเที่ยวอีกซะแล้วซิ



อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Long Way Down เต็มๆได้ที่นี่
Official site Long way down.com
BBC - Long way down/

การโอนรถ

posted on 18 May 2009 15:36 by sweet2syrup  in MotorBike
เพิ่งขายรถมอเตอร์ไซด์ไป เป็นการทำเอกสารเองครั้งแรก วุ่นวายพอสมควร
กับการหาข้อมูล ไหนก็หาไว้แล้วใช้ได้ทั้งกับรถยนต์และจักรยานยนต์เลยนะคะ
เลยนำมาเขียนไว้ค่ะ

    การโอนรถ ให้ยื่นคำขอตามแบบพิมพ์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
พร้อมด้วยหลักฐานประกอบ
คำขอในแต่ละกรณีดังนี้
1. การโอนรถโดยการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
(ก) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ข) หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ใบเสร็จรับเงิน สัญญาซื้อขาย
เป็นต้น
(ค) หลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน ได้แก่ ภาพถ่ายบัต
ประจำตัวและสำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองการจด
ทะเบียนนิติบุคคล
2. การโอนรถโดยการเช่าซื้อหรือซื้อขายโดยมีเงื่อนไข
(ก) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ข) สำเนาสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข
(ค) ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าซื้อหรือซื้อขายโดยมีเงื่อนไขทุกฉบับ
(ง) หลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำ
ตัวและสำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้าน
3. การโอนรถโดยการรับมรดกมีพินัยกรรม
(ก) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ข) สำเนาหรือภาพถ่ายใบมรณบัตรของเจ้ามรดก
(ค) พินัยกรรมพร้อมภาพถ่ายพินัยกรรม
(ง) หลักฐานประจำตัวของผู้รับมรดกและของผู้จัดการมรดกตาม
พินัยกรรม (ถ้ามี) ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวและสำเนาหรือภาพถ่าย
ทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
เมื่อได้รับคำขอ และตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอถูกต้องแล้ว ให้
ดำเนินการดังนี้
(1) ตรวจสอบรถเว้นแต่การโอนตามข้อ 2.(โดยการเช่าซื้อหรือซื้อขาย
โดยมีเงื่อนไข) ไม่ต้องตรวจสอบ
(2) เจ้าหน้าที่ทะเบียนรถตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอ และผลการ
ผ่านการตรวจสอบรถ และการเสียอากรตามประมวลรัษฎากร เมื่อเห็นว่าถูก
ต้องแล้วจัดเก็บค่าธรรมเนียมคำขอและค่าธรรมเนียมการโอนรถ
(3) บันทึกรายการโอนรถในทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถ
เสนอนายทะเบียนลงนาม
(4) จ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ
ในการโอนรถผู้โอนและผู้รับโอนต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน
นับแต่วันโอน ในกรณีไม่แจ้งภายในกำหนด ให้ผู้ยื่นเสียค่าปรับตามอัตราที่
กำหนดไว้ก่อน
จริงแล้วยังมีการโอนในอีกหลายกรณีเช่น รถที่ยกเว้นภาษีนำเข้า รถราชการ
อะไรแบบนี้ รายละเอียดการโอนในแบบอื่นๆ
     เล่าถึงกรณีรถตัวเองที่ขายไป แบบละเอียดๆเลย
นะคะ เป็นการซื้อขายแบบเบ็ดเสร็จก็คือขายขาดขายไปเลย ก็จะมีรายระ
เอียดเหมือนในแบบที่ 1 เอกสารประกอบด้วย
1 แบบฟอร์มคำขอโอนและรับโอน 1 ชุด
2 เล่มทะเบียน
3 สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ ชื่อเดียวกับในเล่ม
4 สำเนาบัตรประชาชนผู้ซื้อ
5 สำเนาทะเบียนบ้านผู้ซื้อ
6 สำเนาทะเบียนบ้านผู้ขาย (ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องใช้)
ถ้าไปโอนด้วยกันที่กรมการขนส่งทางบอกทั้งสองฝ่ายก็มีเอกสารแค่นี้
แต่ถ้าเป็นการโอนลอย ก็คือการมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปยื่นเรื่องให้โดยที่เรา
ไม่ได้ไปเอง
เอกสารที่ต้องการเพิ่มเติมในกรณีโอนลอย
7 หนังสือมอบอำนาจ แล้วแต่ว่าใครเป็นคนไปทำ จะเป็นบุคคลที่สามเลยก็
ได้
8 กรณีรถยนต์ ต้องมีหนังสือยินยอมให้จอดรถ จากเจ้าบ้านในสำเนาทะเบียน
บ้านนั้นเพิ่มอีกหนึ่งอย่างด้วยค่ะ
- หลักการกรอกรายละเอียด ต้องชัดเจน ห้ามมีรอยแก้ไข
- ลายเซ็นต์ในเล่มทะเบียนต้องตรงกันกับลายเซ็นต์ผู้ขาย
- ในช่องพยานต้องเซ็นต์ให้ครบทั้งหมดทุกจุด
- ทริกเล็กน้อย ราคาซื้อ-ขายยิ่ง จะมีผลต่อค่าธรรมเนียมในการโอน ยิ่งสูงก็
จะสูงตามไปด้วย ตอนกรอกของตัวเองก็เลยกรอกต่ำกว่าราคาขายจริง


ถามจากผู้ที่ซื้อรถ ตัวเองได้ให้เอกสาารเค้าไปโอนเองทั้งหมด หรือที่เรียกว่า
การโอนลอยนั่นเอง ค่าธรรมเนียมในการโอนรถคันนี้ 530 บาทค่ะ ก็ใกล้เคียงกับที่กะเอาไว้

ในวันที่ทำเรื่องโอนต้องนำรถไปที่กรมขนส่งทางบกด้วยนะคะ ไปถึงก็ยื่น
เรื่อง นำรถเข้าตรวจว่าเลขเครื่อง เลขตัวถังถูกต้องตรงกับเล่มที่นำไปโอน
หรือไม่ รอเล่ม ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ

Download แบบฟอร์มต่างที่เกี่ยวข้องที่นี่

เราทุกคนต่างมีฝันที่แตกต่างกันไป และมักมีมากกว่าหนึ่งความฝัน
บางฝันทำได้สำเร็จ บางฝันเราปล่อยให้มันเป็นเพียงความเพ้อฝัน
มีอยู่หนึ่งฝัน สำหรับฉันที่อยากจะทำให้ได้
นั่นคือการเที่ยวรอบโลก
แต่จะไปด้วยวิธีไหน...ยังไม่รู้
เมื่อเติบโตขึ้นตามวัย
ฝันนี้ของฉัน...ถูกเก็บใส่กล่องล็อคกุญแจไว้อย่างหนาแน่น

จนกระทั่งวันนี้
ฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ปั่นข้ามฝัน...2000 วันรอบโลก
เป็นบันทึกการเดินทางตลอด 5 ปี 11 เดือน
ของ "วรรณ" กับ "หมู" สองสามีภรรยา
ผู้ซึ่งมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่คนน้อยคู่นักจะทำได้
กับการเดินทางกว่า 40,000 กม.
ด้วย"การปั่นจักรยาน"
ใน 6 ทวีป 43 ประเทศทั่วโลก
ผ่านเรื่องราวต่างๆ ทั้งดีและร้ายมากมาย
ฝ่าฟันปัญหาจนบรรลุเป้าหมายในที่สุด
พระเจ้าจอร์ด มันสุดยอดมาก



หนังสือชุดนี้ เป็นหนังสือที่ทำให้กลับมาตั้งใจอ่านหนังสืออีกครั้ง
เรื่องราวที่เล่าผ่านตัวอักษรนั้นน้อยนิดนัก...เมื่อเทียบกับระยะเวลา
การท่องเที่ยวของสองหนุ่ม-สาวคู่นี้ นับว่าคุ้มค่ามากกับสิ่งที่ได้มา
การได้เห็นโลกในมุมที่นักท่องเที่ยวในแบบอื่นไม่มีโอกาสได้ได้สัมผัส
ประสบการณ์เหล่านี้ที่ประเมินค่ามิได้
ระยะเวลาเกือบ 6 ปี กับเงินประมาณ 3 ล้านบาท

สิ่งแรกที่รู้สึกเมื่ออ่านจบแล้ววางหนังสือลง
อิจฉา...มาก

ถ้าได้ลองอ่านจะเห็นว่าเป็นการท่องเที่ยวโดยใช้เงินคนอื่นอย่างแท้จริง
แต่ถ้าลองคิดกลับกันว่า...เค้าสองคนใช้ความอดทนทั้งแรงใจ แรงกายและเวลาแลกมา
อาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวต่างชาติที่ทำแบบนี้
เพราะเค้าเป็นคู่แรกของคนไทย...
ถึงแม้จะไม่ใช่คนแรก แต่ก็นับว่าเป็นคนกลุ่มแรกๆที่ลุกขึ้นมาเดินตามฝัน

ความคิดและการกระทำที่ถ่ายทอด
ได้ส่งผ่านแรงกระตุ้นมาสู่ฉันอย่างเต็มเปี่ยม
ทำให้ความคิดในหัวหมุนติ้ว...
อา...ฉันอยากทำบ้าง
อยากเดินทางรอบโลกด้วยสองล้อ แต่ขอติดเครื่อง(ยนต์)ซักหน่อย

ไม่รู้ว่าฉันจะได้ก้าวเดินไปตามทางฝันทางนี้ไหม
แต่อย่างน้อย...มันก็ทำให้ฉันมีความหวัง
มันอาจจะไม่สำเร็จ
...เพราะฉันอาจจะมีเงินไม่มากพอ
...เพราะฉันอาจจะไม่แข็งแรงพอ
...เพราะฉันหาคู่หูไม่ได้ (ไม่กล้าไปคนเดียว...จริงๆนะ)
หรือ...เพราะน้ำอาจจะท่วมโลกมิดซะก่อนในวันที่ฉันจะพร้อม

เอาเถอะ...ซักวัน ฉันจะขี่มอเตอร์ไซ์รอบโลกให้ได้
คอยดู
ฉันอาจจะเป็นหญิงไทยคนแรกก็เป็นได้

ว่าแล้ว...ไปทำงาน ปั๊มเงินก่อนนะค่ะ

ทริปนี้จัดเป็นทริปอำลาหนูดี...ก่อนที่เราต้องจากกัน

เริ่มต้นด้วยมีพี่สาวใจดีคนหนึ่งให้ยืม Er-6n มาลอง แถมใจดีมาก จอดอยู่ที่บ้านจะเดือนแล้ว ยังไม่มีเวลาว่างตรงกันซักที ก็เลยนัดกับเพื่อนสาวสุดเลิฟ(คนเดิม)
"เฮ้ย...ไปขี่รถเล่นกัน" ฉันชวน
เพื่อนตอบ "กำลังอยากอยู่พอดี จัดมาเลยเพื่อน ไปไหนไปกัน"
ฉันตอบ... ในคิดแบบลิงโลด "งั้นไปเขาใหญ่ละกัน ขอบิดมันมันส์ ยาวๆ ซะหน่อย โอ...ป่าว ขึ้นทางปราจีน ลงทางปากช่องนะ"
เพื่อนสาวพยักหน้า "ได้เลย..."

เช้าวันเสาร์ที่ 4 เมย. 52 เพื่อนสาวโทรปลุกแต่เช้า ตามคำขอร้องเมื่อคืน ตรงตามสั่งเป๊ะ งัวเงียด้วยความขี้เกียจ...อาบน้ำอาบท่า จนเพื่อนมาถึงประมาณเกือบเก้าโมง พร้อมๆกับใบหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย "แกๆ ไปที่ๆมันใกล้กว่านี้ได้ป่าววะ กลัวไม่ไหวอ่ะ นะๆๆๆ"
เราก็เลยเซ็งเล็กน้อย...นึกๆ เอาไงดี ไปไหนดีวะ ที่ๆมีเขาให้เล่น พร้อมกับกางแผนที่ เสียงเพื่อนยังสำทับมาอีกว่า "ถ้าไปไกลๆ แล้วฉันขับไม่ไหว จะกลับไงลองนึกดูเองนะแก" ฉันตอบ "เออ รู้แล้ว ไม่ไปก็ไม่ไป ไม่ต้องย้ำ มีแต่เขาเขียวอ่ะ ไปป่าวล่ะ" เพื่อนตอบ "เอานี่ละ...เขาๆเหมือนกัน น่าจะมีอะไรที่สวยๆให้ขี่มั่งล่ะ" สุดท้ายจุดหมายปลายทางกลายเป็นเขาเขียวไปซะงั้น

ออกเดินทางได้ สองคันสองคนกับพาหนะคู่ใจในทริปนี้คือ D-tracker และ Er-6n ขอเรียกว่าหนูดีและน้องส้มละกัน (ปล.อย่าดูวันที่ในภาพนะคะ ลืมเซ็ทกล้องน่ะ)


จากเขาใหญ่กลายเป็นเขาเขียว ขี่ไปถึงราวๆ 11 นาฬิกา ถึงช้าเพราะขี่กันไปแบบไม่เร่งรีบ (ไม่ได้แตะเกิน 130 เลย เพราะเพื่อนซี้ไม่ขี่เร็ว บอกว่าอันตราย ก็ต้องชะลอคอยเป็นระยะๆ) คิดว่าเหมือนสวนสัตว์เชียงใหม่ที่แบบว่าเดินไกลและก็ขึ้นๆลงๆเนินเขา แต่คิดผิดถนัด นอกจากไม่มีทางชันแล้ว ยังเต็มไปด้วยเด็กๆที่มาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์อีก ...เอาเถอะ ไม่ได้มาสวนสัตว์มานาน ก็ดีเหมือนกัน คุณเพื่อนขี่ไปโลด ไอ้เราก็คอยชะเง้อดูนู่นดูนี่ ที่น่ารักเห็นจะเป็นคู่แฟนที่จูงมือกันมาขับรถกอล์ฟชมสวนสัตว์ เป็นอะไรที่ไม่เคยคิดว่าคู่หนุ่มสาวทำ (แบบว่าไม่เคยอยู่ในหัวเราเลย มาถ่ายรูปสัตว์ก็ว่าไป) แต่นี่ไม่ใช่ ก็แปลกแต่น่ารักดี ไหนๆก็ไหนๆ ก็จะเป็นทริปสุดท้ายกับหนูดีด้วยแล้ว เลยคิดจะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย ก็เลยกลายเป็นผลัดกันขี่ผลัดกันถ่ายรูปซะอย่างนั้น ฮา.... มีรูปเพียบเลยทริปนี้ อิอิ

หน้าดำปี๋...ไม่รู้เลยว่าใครขี่




แก๊กท่าถ่ายรูปกันซะฉ่ำปอด จริงๆแล้วยังมีอีกเพียบเลย -_-'

ทริปนี้ใช้กล้องเพื่อน ของตัวเองก็เอาไปแต่ดันลืมใส่ SD card ซะนี่ เอาแบตไปตั้งสองก้อน

ชอบมาก หลักกิโลที่ศูนย์ เห็นเป็นต้องเข้าไปเก็บซักภาพ

ด้วยความที่คนในสวนสัตว์เยอะมาก เราจึงตัดสินใจจะไปกินข้าวที่พัทยา กะจะไปเยี่ยมร้านประจำที่เช่ารถด้วย เพราะตั้งแต่มีข่าวกวาดๆรถนี่ก็เป็นห่วงอยู่ เด๋วจะไม่มีรถให้เช่า...(ซะงั้น ห่วงจริงๆนะ) แต่ขี่ออกไปได้ซักพัก เห็นฝนเจ้ากรรมกำลังตกอยู่ข้างหน้าโน่น เลยแวะหาร้านแถวนั้น โชคดีที่มี เกือบบ่ายโมงแล้ว เลยตัดสินใจกินข้าวกันที่นี่แหละ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


ขณะจอดหลบฝน...มีรถขายของมาร่วมจอดหลบเต็มเลย

บรรยากาศ...ฟ้า...ฝน...คน ก็ เปียกอ่ะดิ

จริงๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ขี่รถท่ามกลางสายฝน แต่ก็ไม่ได้หนักมาก พอฝนซาก็ถกกันว่าเอาไงดี แต่อีกแค่ 20 โลก็ถึงพัทยาแล้ว เอ้า...อย่าให้พลาดอีก จัดไป...ก็ไปพัทยาซิคะคุณ ถึงพัทยาราวสองโมงด้วยสภาพเปียกพอชื้นๆไม่ถึงกับแฉะ แวะไปทักทายร้านเช่ารถสมความตั้งใจ ไหนๆมาถึงทะเลทั้งที ก็แวะพักตรูดริมทะเลซักนิด

ฝนตกพรำๆตลอด แต่ยังไงก็เป็นทะเล

นั่งอยู่จนสามโมงสี่โมงเย็น โยกย้ายไปบางแสน ตอนแรกกะแค่ขี่รถเล่นชมหาดแค่นั้น แต่เผอิญไปขี่ขึ้นเขาสามมุข ก็เลยติดลมถ่ายรูปเล่นอีกซักหน่อย มีลิงเต็มเลย แต่ที่นี่นิสัยค่อนข้างน่ารัก

ทางสวยๆ แต่สั้น(มากๆ)

จุดชมวิว กับ วิวสวยๆ

เพื่อนรักสุดเลิฟ

แหลมแท่น

จากเขาสามมุก ขี่ลงมาร้านขายยำเจ้าประจำที่เพื่อนแนะนำมาชวนชิม บอกว่าพาใครมาก็ติดใจทั้งนั้น ถึงร้านอารมณ์เอกเขนกก็มาเกาะหนึบ จากที่ตั้งใจจะเข้ากรุงเทพเลย ไม่อยากให้มืด ก็อดใจไม่อยู่ นั่งกินซีฟูดกันซะเลย (ยำร้านอร่อยจริงๆ อยู่ตรงสามแยกเลียบหาด แยกเข้าแหลมแท่นนั่นแหละ แต่จำชื่อร้านไม่ได้...) ทริปนี้ได้มาในจุดที่ไม่ได้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขาเขียว เขาสามมุข หรือบางแสน

เพราะบางแสนทะเลไม่สวย ทำให้ไม่ได้สนใจเลย แต่วันนี้...รู้สึกว่าบางแสนช่างอบอุ่น บรรยากาศอบอวลไปด้วยไอรักจากครอบครัวต่างๆมากมายบริเวณริมหาด ได้เห็นความน่ารักของที่เล่นอยู่เด็กๆริมชายหาด (แต่ถ้าคนมากกว่านี้ อาจจะกลายเป็นร้อนจนละลายก็เป็นได้) เป็นความพลุกพล่านแบบน่ารักไปอีกแบบ เพลินตาดีเหมือนกัน



ขากลับสลับกัน จากขี่ Er-6n กลับมาควบหนูดีของเราเหมือนเดิม เพราะความที่หนูดีรถเบา ก็เลยร่อนไปร่อนมา...มันส์ไปอีกแบบ แต่น้องส้ม (Er-6n) เป็นเครื่องสองสูบที่มีความสั่นสะเทือนสูง จนจัดว่าสูงมาก เพราะขี่แป๊บๆก็จะรู้สึกมือชาตลอด เหมือนตอนขี่ BMW R1200GS ซึ่งตัวหลังนี่ขึ้นชื่อว่าสั่นมาก เพราะขี่รถตัวอื่นๆไม่เคยมือชา มีแต่น้องส้มกับพี่ BMW นี่ล่ะ แถมความเป็นรถเปลือย (Nake bike) ด้วยแล้ว ลมซิครับท่าน...ปะทะตัวเต็มๆ อัดได้ 190 ก็แทบจะปลิวตกรถ เรียกว่าเมื่อไหร่ที่อยากบิดก็ต้องเตรียมตัวหนีบถังกันดีๆ ไม่งั้นอาจจะร่วงไปโดยไม่รู้ตัว เห็นว่าบิดหมดปลอกได้ 215 ซึ่งก็ถือว่าดีมากๆแล้วสำหรับรถราคานี้

กว่าจะกลับถึงบ้านปาเข้าไปสามทุ่มกว่า ตามเดิม...คุณเพื่อนเขาช้าๆ แต่ปลอดภัย จบทริปอำลาหนูดีด้วยความสุขและประทับใจ

เราคงไม่ได้ร่วมทริปกันอีกแล้วนะ...หนูดีจ๋า