การโอนรถ

posted on 18 May 2009 15:36 by sweet2syrup  in MotorBike
เพิ่งขายรถมอเตอร์ไซด์ไป เป็นการทำเอกสารเองครั้งแรก วุ่นวายพอสมควร
กับการหาข้อมูล ไหนก็หาไว้แล้วใช้ได้ทั้งกับรถยนต์และจักรยานยนต์เลยนะคะ
เลยนำมาเขียนไว้ค่ะ

    การโอนรถ ให้ยื่นคำขอตามแบบพิมพ์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
พร้อมด้วยหลักฐานประกอบ
คำขอในแต่ละกรณีดังนี้
1. การโอนรถโดยการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
(ก) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ข) หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ใบเสร็จรับเงิน สัญญาซื้อขาย
เป็นต้น
(ค) หลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน ได้แก่ ภาพถ่ายบัต
ประจำตัวและสำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองการจด
ทะเบียนนิติบุคคล
2. การโอนรถโดยการเช่าซื้อหรือซื้อขายโดยมีเงื่อนไข
(ก) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ข) สำเนาสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข
(ค) ใบเสร็จรับเงินค่าเช่าซื้อหรือซื้อขายโดยมีเงื่อนไขทุกฉบับ
(ง) หลักฐานประจำตัวผู้โอนและผู้รับโอน ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำ
ตัวและสำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้าน
3. การโอนรถโดยการรับมรดกมีพินัยกรรม
(ก) ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
(ข) สำเนาหรือภาพถ่ายใบมรณบัตรของเจ้ามรดก
(ค) พินัยกรรมพร้อมภาพถ่ายพินัยกรรม
(ง) หลักฐานประจำตัวของผู้รับมรดกและของผู้จัดการมรดกตาม
พินัยกรรม (ถ้ามี) ได้แก่ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวและสำเนาหรือภาพถ่าย
ทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
เมื่อได้รับคำขอ และตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอถูกต้องแล้ว ให้
ดำเนินการดังนี้
(1) ตรวจสอบรถเว้นแต่การโอนตามข้อ 2.(โดยการเช่าซื้อหรือซื้อขาย
โดยมีเงื่อนไข) ไม่ต้องตรวจสอบ
(2) เจ้าหน้าที่ทะเบียนรถตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอ และผลการ
ผ่านการตรวจสอบรถ และการเสียอากรตามประมวลรัษฎากร เมื่อเห็นว่าถูก
ต้องแล้วจัดเก็บค่าธรรมเนียมคำขอและค่าธรรมเนียมการโอนรถ
(3) บันทึกรายการโอนรถในทะเบียนรถและใบคู่มือจดทะเบียนรถ
เสนอนายทะเบียนลงนาม
(4) จ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ
ในการโอนรถผู้โอนและผู้รับโอนต้องแจ้งต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน
นับแต่วันโอน ในกรณีไม่แจ้งภายในกำหนด ให้ผู้ยื่นเสียค่าปรับตามอัตราที่
กำหนดไว้ก่อน
จริงแล้วยังมีการโอนในอีกหลายกรณีเช่น รถที่ยกเว้นภาษีนำเข้า รถราชการ
อะไรแบบนี้ รายละเอียดการโอนในแบบอื่นๆ
     เล่าถึงกรณีรถตัวเองที่ขายไป แบบละเอียดๆเลย
นะคะ เป็นการซื้อขายแบบเบ็ดเสร็จก็คือขายขาดขายไปเลย ก็จะมีรายระ
เอียดเหมือนในแบบที่ 1 เอกสารประกอบด้วย
1 แบบฟอร์มคำขอโอนและรับโอน 1 ชุด
2 เล่มทะเบียน
3 สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ ชื่อเดียวกับในเล่ม
4 สำเนาบัตรประชาชนผู้ซื้อ
5 สำเนาทะเบียนบ้านผู้ซื้อ
6 สำเนาทะเบียนบ้านผู้ขาย (ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องใช้)
ถ้าไปโอนด้วยกันที่กรมการขนส่งทางบอกทั้งสองฝ่ายก็มีเอกสารแค่นี้
แต่ถ้าเป็นการโอนลอย ก็คือการมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปยื่นเรื่องให้โดยที่เรา
ไม่ได้ไปเอง
เอกสารที่ต้องการเพิ่มเติมในกรณีโอนลอย
7 หนังสือมอบอำนาจ แล้วแต่ว่าใครเป็นคนไปทำ จะเป็นบุคคลที่สามเลยก็
ได้
8 กรณีรถยนต์ ต้องมีหนังสือยินยอมให้จอดรถ จากเจ้าบ้านในสำเนาทะเบียน
บ้านนั้นเพิ่มอีกหนึ่งอย่างด้วยค่ะ
- หลักการกรอกรายละเอียด ต้องชัดเจน ห้ามมีรอยแก้ไข
- ลายเซ็นต์ในเล่มทะเบียนต้องตรงกันกับลายเซ็นต์ผู้ขาย
- ในช่องพยานต้องเซ็นต์ให้ครบทั้งหมดทุกจุด
- ทริกเล็กน้อย ราคาซื้อ-ขายยิ่ง จะมีผลต่อค่าธรรมเนียมในการโอน ยิ่งสูงก็
จะสูงตามไปด้วย ตอนกรอกของตัวเองก็เลยกรอกต่ำกว่าราคาขายจริง


ถามจากผู้ที่ซื้อรถ ตัวเองได้ให้เอกสาารเค้าไปโอนเองทั้งหมด หรือที่เรียกว่า
การโอนลอยนั่นเอง ค่าธรรมเนียมในการโอนรถคันนี้ 530 บาทค่ะ ก็ใกล้เคียงกับที่กะเอาไว้

ในวันที่ทำเรื่องโอนต้องนำรถไปที่กรมขนส่งทางบกด้วยนะคะ ไปถึงก็ยื่น
เรื่อง นำรถเข้าตรวจว่าเลขเครื่อง เลขตัวถังถูกต้องตรงกับเล่มที่นำไปโอน
หรือไม่ รอเล่ม ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ

Download แบบฟอร์มต่างที่เกี่ยวข้องที่นี่

เราทุกคนต่างมีฝันที่แตกต่างกันไป และมักมีมากกว่าหนึ่งความฝัน
บางฝันทำได้สำเร็จ บางฝันเราปล่อยให้มันเป็นเพียงความเพ้อฝัน
มีอยู่หนึ่งฝัน สำหรับฉันที่อยากจะทำให้ได้
นั่นคือการเที่ยวรอบโลก
แต่จะไปด้วยวิธีไหน...ยังไม่รู้
เมื่อเติบโตขึ้นตามวัย
ฝันนี้ของฉัน...ถูกเก็บใส่กล่องล็อคกุญแจไว้อย่างหนาแน่น

จนกระทั่งวันนี้
ฉันได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
ปั่นข้ามฝัน...2000 วันรอบโลก
เป็นบันทึกการเดินทางตลอด 5 ปี 11 เดือน
ของ "วรรณ" กับ "หมู" สองสามีภรรยา
ผู้ซึ่งมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่คนน้อยคู่นักจะทำได้
กับการเดินทางกว่า 40,000 กม.
ด้วย"การปั่นจักรยาน"
ใน 6 ทวีป 43 ประเทศทั่วโลก
ผ่านเรื่องราวต่างๆ ทั้งดีและร้ายมากมาย
ฝ่าฟันปัญหาจนบรรลุเป้าหมายในที่สุด
พระเจ้าจอร์ด มันสุดยอดมาก



หนังสือชุดนี้ เป็นหนังสือที่ทำให้กลับมาตั้งใจอ่านหนังสืออีกครั้ง
เรื่องราวที่เล่าผ่านตัวอักษรนั้นน้อยนิดนัก...เมื่อเทียบกับระยะเวลา
การท่องเที่ยวของสองหนุ่ม-สาวคู่นี้ นับว่าคุ้มค่ามากกับสิ่งที่ได้มา
การได้เห็นโลกในมุมที่นักท่องเที่ยวในแบบอื่นไม่มีโอกาสได้ได้สัมผัส
ประสบการณ์เหล่านี้ที่ประเมินค่ามิได้
ระยะเวลาเกือบ 6 ปี กับเงินประมาณ 3 ล้านบาท

สิ่งแรกที่รู้สึกเมื่ออ่านจบแล้ววางหนังสือลง
อิจฉา...มาก

ถ้าได้ลองอ่านจะเห็นว่าเป็นการท่องเที่ยวโดยใช้เงินคนอื่นอย่างแท้จริง
แต่ถ้าลองคิดกลับกันว่า...เค้าสองคนใช้ความอดทนทั้งแรงใจ แรงกายและเวลาแลกมา
อาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวต่างชาติที่ทำแบบนี้
เพราะเค้าเป็นคู่แรกของคนไทย...
ถึงแม้จะไม่ใช่คนแรก แต่ก็นับว่าเป็นคนกลุ่มแรกๆที่ลุกขึ้นมาเดินตามฝัน

ความคิดและการกระทำที่ถ่ายทอด
ได้ส่งผ่านแรงกระตุ้นมาสู่ฉันอย่างเต็มเปี่ยม
ทำให้ความคิดในหัวหมุนติ้ว...
อา...ฉันอยากทำบ้าง
อยากเดินทางรอบโลกด้วยสองล้อ แต่ขอติดเครื่อง(ยนต์)ซักหน่อย

ไม่รู้ว่าฉันจะได้ก้าวเดินไปตามทางฝันทางนี้ไหม
แต่อย่างน้อย...มันก็ทำให้ฉันมีความหวัง
มันอาจจะไม่สำเร็จ
...เพราะฉันอาจจะมีเงินไม่มากพอ
...เพราะฉันอาจจะไม่แข็งแรงพอ
...เพราะฉันหาคู่หูไม่ได้ (ไม่กล้าไปคนเดียว...จริงๆนะ)
หรือ...เพราะน้ำอาจจะท่วมโลกมิดซะก่อนในวันที่ฉันจะพร้อม

เอาเถอะ...ซักวัน ฉันจะขี่มอเตอร์ไซ์รอบโลกให้ได้
คอยดู
ฉันอาจจะเป็นหญิงไทยคนแรกก็เป็นได้

ว่าแล้ว...ไปทำงาน ปั๊มเงินก่อนนะค่ะ

ทริปนี้จัดเป็นทริปอำลาหนูดี...ก่อนที่เราต้องจากกัน

เริ่มต้นด้วยมีพี่สาวใจดีคนหนึ่งให้ยืม Er-6n มาลอง แถมใจดีมาก จอดอยู่ที่บ้านจะเดือนแล้ว ยังไม่มีเวลาว่างตรงกันซักที ก็เลยนัดกับเพื่อนสาวสุดเลิฟ(คนเดิม)
"เฮ้ย...ไปขี่รถเล่นกัน" ฉันชวน
เพื่อนตอบ "กำลังอยากอยู่พอดี จัดมาเลยเพื่อน ไปไหนไปกัน"
ฉันตอบ... ในคิดแบบลิงโลด "งั้นไปเขาใหญ่ละกัน ขอบิดมันมันส์ ยาวๆ ซะหน่อย โอ...ป่าว ขึ้นทางปราจีน ลงทางปากช่องนะ"
เพื่อนสาวพยักหน้า "ได้เลย..."

เช้าวันเสาร์ที่ 4 เมย. 52 เพื่อนสาวโทรปลุกแต่เช้า ตามคำขอร้องเมื่อคืน ตรงตามสั่งเป๊ะ งัวเงียด้วยความขี้เกียจ...อาบน้ำอาบท่า จนเพื่อนมาถึงประมาณเกือบเก้าโมง พร้อมๆกับใบหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย "แกๆ ไปที่ๆมันใกล้กว่านี้ได้ป่าววะ กลัวไม่ไหวอ่ะ นะๆๆๆ"
เราก็เลยเซ็งเล็กน้อย...นึกๆ เอาไงดี ไปไหนดีวะ ที่ๆมีเขาให้เล่น พร้อมกับกางแผนที่ เสียงเพื่อนยังสำทับมาอีกว่า "ถ้าไปไกลๆ แล้วฉันขับไม่ไหว จะกลับไงลองนึกดูเองนะแก" ฉันตอบ "เออ รู้แล้ว ไม่ไปก็ไม่ไป ไม่ต้องย้ำ มีแต่เขาเขียวอ่ะ ไปป่าวล่ะ" เพื่อนตอบ "เอานี่ละ...เขาๆเหมือนกัน น่าจะมีอะไรที่สวยๆให้ขี่มั่งล่ะ" สุดท้ายจุดหมายปลายทางกลายเป็นเขาเขียวไปซะงั้น

ออกเดินทางได้ สองคันสองคนกับพาหนะคู่ใจในทริปนี้คือ D-tracker และ Er-6n ขอเรียกว่าหนูดีและน้องส้มละกัน (ปล.อย่าดูวันที่ในภาพนะคะ ลืมเซ็ทกล้องน่ะ)


จากเขาใหญ่กลายเป็นเขาเขียว ขี่ไปถึงราวๆ 11 นาฬิกา ถึงช้าเพราะขี่กันไปแบบไม่เร่งรีบ (ไม่ได้แตะเกิน 130 เลย เพราะเพื่อนซี้ไม่ขี่เร็ว บอกว่าอันตราย ก็ต้องชะลอคอยเป็นระยะๆ) คิดว่าเหมือนสวนสัตว์เชียงใหม่ที่แบบว่าเดินไกลและก็ขึ้นๆลงๆเนินเขา แต่คิดผิดถนัด นอกจากไม่มีทางชันแล้ว ยังเต็มไปด้วยเด็กๆที่มาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์อีก ...เอาเถอะ ไม่ได้มาสวนสัตว์มานาน ก็ดีเหมือนกัน คุณเพื่อนขี่ไปโลด ไอ้เราก็คอยชะเง้อดูนู่นดูนี่ ที่น่ารักเห็นจะเป็นคู่แฟนที่จูงมือกันมาขับรถกอล์ฟชมสวนสัตว์ เป็นอะไรที่ไม่เคยคิดว่าคู่หนุ่มสาวทำ (แบบว่าไม่เคยอยู่ในหัวเราเลย มาถ่ายรูปสัตว์ก็ว่าไป) แต่นี่ไม่ใช่ ก็แปลกแต่น่ารักดี ไหนๆก็ไหนๆ ก็จะเป็นทริปสุดท้ายกับหนูดีด้วยแล้ว เลยคิดจะเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกซะหน่อย ก็เลยกลายเป็นผลัดกันขี่ผลัดกันถ่ายรูปซะอย่างนั้น ฮา.... มีรูปเพียบเลยทริปนี้ อิอิ

หน้าดำปี๋...ไม่รู้เลยว่าใครขี่




แก๊กท่าถ่ายรูปกันซะฉ่ำปอด จริงๆแล้วยังมีอีกเพียบเลย -_-'

ทริปนี้ใช้กล้องเพื่อน ของตัวเองก็เอาไปแต่ดันลืมใส่ SD card ซะนี่ เอาแบตไปตั้งสองก้อน

ชอบมาก หลักกิโลที่ศูนย์ เห็นเป็นต้องเข้าไปเก็บซักภาพ

ด้วยความที่คนในสวนสัตว์เยอะมาก เราจึงตัดสินใจจะไปกินข้าวที่พัทยา กะจะไปเยี่ยมร้านประจำที่เช่ารถด้วย เพราะตั้งแต่มีข่าวกวาดๆรถนี่ก็เป็นห่วงอยู่ เด๋วจะไม่มีรถให้เช่า...(ซะงั้น ห่วงจริงๆนะ) แต่ขี่ออกไปได้ซักพัก เห็นฝนเจ้ากรรมกำลังตกอยู่ข้างหน้าโน่น เลยแวะหาร้านแถวนั้น โชคดีที่มี เกือบบ่ายโมงแล้ว เลยตัดสินใจกินข้าวกันที่นี่แหละ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ


ขณะจอดหลบฝน...มีรถขายของมาร่วมจอดหลบเต็มเลย

บรรยากาศ...ฟ้า...ฝน...คน ก็ เปียกอ่ะดิ

จริงๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ขี่รถท่ามกลางสายฝน แต่ก็ไม่ได้หนักมาก พอฝนซาก็ถกกันว่าเอาไงดี แต่อีกแค่ 20 โลก็ถึงพัทยาแล้ว เอ้า...อย่าให้พลาดอีก จัดไป...ก็ไปพัทยาซิคะคุณ ถึงพัทยาราวสองโมงด้วยสภาพเปียกพอชื้นๆไม่ถึงกับแฉะ แวะไปทักทายร้านเช่ารถสมความตั้งใจ ไหนๆมาถึงทะเลทั้งที ก็แวะพักตรูดริมทะเลซักนิด

ฝนตกพรำๆตลอด แต่ยังไงก็เป็นทะเล

นั่งอยู่จนสามโมงสี่โมงเย็น โยกย้ายไปบางแสน ตอนแรกกะแค่ขี่รถเล่นชมหาดแค่นั้น แต่เผอิญไปขี่ขึ้นเขาสามมุข ก็เลยติดลมถ่ายรูปเล่นอีกซักหน่อย มีลิงเต็มเลย แต่ที่นี่นิสัยค่อนข้างน่ารัก

ทางสวยๆ แต่สั้น(มากๆ)

จุดชมวิว กับ วิวสวยๆ

เพื่อนรักสุดเลิฟ

แหลมแท่น

จากเขาสามมุก ขี่ลงมาร้านขายยำเจ้าประจำที่เพื่อนแนะนำมาชวนชิม บอกว่าพาใครมาก็ติดใจทั้งนั้น ถึงร้านอารมณ์เอกเขนกก็มาเกาะหนึบ จากที่ตั้งใจจะเข้ากรุงเทพเลย ไม่อยากให้มืด ก็อดใจไม่อยู่ นั่งกินซีฟูดกันซะเลย (ยำร้านอร่อยจริงๆ อยู่ตรงสามแยกเลียบหาด แยกเข้าแหลมแท่นนั่นแหละ แต่จำชื่อร้านไม่ได้...) ทริปนี้ได้มาในจุดที่ไม่ได้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขาเขียว เขาสามมุข หรือบางแสน

เพราะบางแสนทะเลไม่สวย ทำให้ไม่ได้สนใจเลย แต่วันนี้...รู้สึกว่าบางแสนช่างอบอุ่น บรรยากาศอบอวลไปด้วยไอรักจากครอบครัวต่างๆมากมายบริเวณริมหาด ได้เห็นความน่ารักของที่เล่นอยู่เด็กๆริมชายหาด (แต่ถ้าคนมากกว่านี้ อาจจะกลายเป็นร้อนจนละลายก็เป็นได้) เป็นความพลุกพล่านแบบน่ารักไปอีกแบบ เพลินตาดีเหมือนกัน



ขากลับสลับกัน จากขี่ Er-6n กลับมาควบหนูดีของเราเหมือนเดิม เพราะความที่หนูดีรถเบา ก็เลยร่อนไปร่อนมา...มันส์ไปอีกแบบ แต่น้องส้ม (Er-6n) เป็นเครื่องสองสูบที่มีความสั่นสะเทือนสูง จนจัดว่าสูงมาก เพราะขี่แป๊บๆก็จะรู้สึกมือชาตลอด เหมือนตอนขี่ BMW R1200GS ซึ่งตัวหลังนี่ขึ้นชื่อว่าสั่นมาก เพราะขี่รถตัวอื่นๆไม่เคยมือชา มีแต่น้องส้มกับพี่ BMW นี่ล่ะ แถมความเป็นรถเปลือย (Nake bike) ด้วยแล้ว ลมซิครับท่าน...ปะทะตัวเต็มๆ อัดได้ 190 ก็แทบจะปลิวตกรถ เรียกว่าเมื่อไหร่ที่อยากบิดก็ต้องเตรียมตัวหนีบถังกันดีๆ ไม่งั้นอาจจะร่วงไปโดยไม่รู้ตัว เห็นว่าบิดหมดปลอกได้ 215 ซึ่งก็ถือว่าดีมากๆแล้วสำหรับรถราคานี้

กว่าจะกลับถึงบ้านปาเข้าไปสามทุ่มกว่า ตามเดิม...คุณเพื่อนเขาช้าๆ แต่ปลอดภัย จบทริปอำลาหนูดีด้วยความสุขและประทับใจ

เราคงไม่ได้ร่วมทริปกันอีกแล้วนะ...หนูดีจ๋า

ที่มา...เพื่อนซี้ Biker ชาวเชียงใหม่โทรมา "จะขี่รถไปเที่ยวแม่สายเสาร์นี้ ไปป่าว มาแต่ตัวนะ ไม่ต้องเอารถมา เด๋วเตรียมรถไว้ให้" เราก็...เอายังไงดีล่ะ เพราะเพื่อนคนนี้กับก๊วนเค้าขี่ Harley Davidson นี่หว่า จริงๆแล้วเราก็ไม่ชอบด้วย แต่ก็มีคนบอกมาว่ามันให้อีกอารมณ์นึง เพลินดี เราเองก็คิดว่ามันต้องมีอะไรดีซิน่า ไม่งั้นยี่ห้อนี้ไม่อยู่มาได้เป็นร้อยปีหรอก เอ้า...ด้วยความที่ไม่เคยมาก่อนก็ต้องลองกันซักตั้ง

คันนี้เลย HD Sportster 883 ปี 2002

ทริปนี้จัดเป็นทริปที่สั้น(มากๆ) เพราะไปเช้าเย็นกลับ จากเชียงใหม่ไปแม่สายแล้วกลับใจวันนั้นเลย จึงลุยเดี่ยวจากกรุงเทพสู่เชียงใหม่ได้ด้วยสายการบินแอร์เอเชี่ย เอ้ย...เอเชีย (ไปเลท 5 นาที เคาท์เตอร์ไม่ยอมให้เช็คอิน ตกไฟล์ทเลย เซ็งเป็ดสุดๆ ทั้งๆที่ไม่มีของโหลด สุดท้ายจำยอมซื้อตั๋วเที่ยวต่อไปใหม่)กว่าจะถึงเชียงใหม่ก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม หิวซ่กเลย

เพื่อนบอกว่าตั้งใจเตรียมรุ่นนี้ให้เพราะขี่ง่าย เนื่องจากเป็น HD ที่สูงและที่พักเท้าไม่ได้เยื้องไปข้างหน้ามากนัก ทำให้ยังคงท่าทางในการขี่คล้ายๆรถปกติที่ขี่อยู่แล้ว เข้าโค้งไม่ยากนัก ตอนแรกก็กลัวๆอยู่ว่าจะขี่ได้มั๊ย เพราะเคยลอง dragstar ถึงกับเลี้ยวไม่เป็นเลยทีเดียว


ทริปนี้ออกแต่เช้าราวๆ เจ็ดโมง รวบรวมสมัครพรรคพวกได้ทั้งหมด 9 คัน เป็น HD 4 คัน, CB400 2 คัน, FJR1300 1 คัน, Yamaha 400cc ไม่ทราบรุ่น, KLX250 1 คัน แม้จะไม่เหมือนกัน แต่เราก็ไปด้วยกันได้


โฉมหน้าและเบื้องหลังของเพื่อน Biker สุดซี้ ที่เป็นสปอนเซอร์รถ HD ในทริปนี้ สาวตัวเล็ก แต่ใจ(น้ำ)ใหญ่ มากความสามารถ ที่ขี่รถใหญ่กว่าเราอีกได้อย่างสบายๆ


ขอถ่ายรูปตัวเองซักรูป



ทางสวยๆ โค้งกว้างๆ กับบรรยากาศเย็นๆ ยามเช้า จากเส้นทางดอยสะเก็ด มุ่งหน้าสู่เชียงราย

ถนนเส้นนี้จัดเป็นเส้นที่ถนนดีมาก โค้งกว้าง และบางช่วงมีสามเลนส์เพื่อให้สะดวกในบางช่วงที่เป็นทางชันขึ้นเนิน ประกอบกับวิวป่าเขาสวยๆ ตลอดสองข้างทาง แม้จะเป็นหน้าร้อนแล้วแต่ยามเช้าอย่างนี้ ก็ยังรู้สึกถึงอากาศเย็นให้ยะเยือกในบางช่วง

ด้วยความที่ยังไม่ชินรถ ก็ค่อยๆทำความคุ้นเคย ค่อยๆขี่กันไป ใครไปก่อนก็ไปรอกันที่บ่อน้ำพุร้อน


ทริปนี้มีผู้หญิงรวมทั้งหมด 3 คน

แต่ที่ต้องยกนี้ให้คือพี่คนนี้ (ใส่เสื้อสีขาว) เพราะนี่เป็นทริปแรกของเค้า กับระยะทางรวมไปกลับทั้งหมดกว่า 500 กิโล ที่ขี่ตามโดยไม่ปริปากบ่น ถึงแม้จะขี่ช้า แต่ก็ไม่ฝืน ซึ่งก็เป็นการดี เพราะการขี่ตามความสามารถทำให้ลดอันตรายลงได้ เป็นสิ่งที่เราชาว biker ต้องรู้อยู่แกใจเสมอว่าจะไม่ขี่เกินความสามารถของตนในท้องถนน



ธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อมีบ่อน้ำพุร้อนที่ไหน ก็ต้องมีคนมาขายไข่ให้ลองต้ม ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่หรือไข่นกกระทา (แต่ไม่ยักกะมีไข่เป็ด) และแล้วมันก็เป็นอาหารเช้าของวันนี้นี่เอง (แต่เราไม่ได้กินซักฟอง เพราะกลัวอ้วน)

โอ้ว...น้ำพุร้อน พุ่งซะสูง (ใช้ปั๊มน้ำป่าวเนี่ย?)


ออกจากบ่อน้ำพุร้อน ก็เริ่มคุ้นรถ เริ่มมันส์ในอารมณ์ จึงซิ่งซะเลย (แหะๆๆ...รถ HD ได้ไม่เกิน 120 หรอกค่ะ แค่นี้ก็ทั้งหงายเงิบและสั่นสะเทือนสะท้านไปทั้งตัวแล้วละ)ไม่ได้มองหลังเลยว่าเพื่อนซี้รถเสียอยู่ข้างหลัง เพราะขี่ๆไปก็เห็นก๊วนเดียวกันอยู่ข้างหน้าลิบๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็นู่นไปจอดพักเข้าห้องน้ำที่ปั๊มแถวแม่ริม เลยตัวเมืองเชียงรายไปอีก ขี่ละเลียดดูไม่เจอใครเลย ก็ว่า...งงอยู่ว่าหายไปไหนกันหมด จนเพื่อนโทรมาบอกว่ารถเสียอยู่ ให้ไปรอที่ร้านมอเตอร์ไซด์ในตัวเมืองเชียงราย เราก็วนกลับไปแต่ก็หาไม่เจอ สุดท้ายเพื่อนโทรมาอีกรอบบอกว่ารถซ่อมเสร็จแล้ว (แต่ก็เกือบหนีกลับบ้านไปแล้ว) ก็เลยบอกให้เจอกันที่แม่สายเลย


"เจอกันที่จอดประจำใต้สะพานนะ" เอ...แล้วมันที่ประจำของใคร และมันอยู่ที่ไหนวะเนี่ย ตรูไม่เคยมานะเฟ้ย
ถึงแม่สาย เห็นด่านรำไรๆ ไปทางไหนดีหว่า ตามรถไปเรื่อยวนทางซ้ายของด่านก็ไม่เจอสะพาน กลับมาอีกรอบวนขวา เจอละ...แต่สะพานมันเล็กนิดเดียว ไม่เห็นมีที่เหลือให้จอดเลย ก็เลยวนรอบแม่สายเล่นอีกรอบ กะว่าถ้ารอบที่สามจะจอดมันหน้าด่านนี่แหละ เพื่อนก็โทรมาว่าถึงแล้วพอดี ก็เลยไปจอดใต้สะพาน


หลักกิโลยักษ์ที่อยากเข้าไปถ่ายรูปด้วยมาก แต่ไม่มีใครเข้าไป...เลยไม่กล้า


กินข้าวกลางวันกันที่ร้านเก่าแก่ข้างสะพาน ที่พี่คนหนึ่งบอกว่ามากินตั้งแต่คนขายยังสาวและหุ่นผอมเพรียว จนปัจจุบันแก่แล้ว แสดงว่าร้านนี้เก่าแก่จริง

แม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่แม่สายกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร
ปล.เด๋วนี้แม่ค้าน่าตาน่ารักไม่แพ้เด็กกรุงเลยทีเดียว


หาซื้อ CD เพลงสากลในฝั่งบ้านเราไม่ได้เลย อยากข้ามไปฝั่งพม่า
แต่เห็นคนรอทำเรื่องที่ด่านเยอะมาก เลยต้องอดใจไว้คราวหน้าก็แล้วกัน


แวะปั๊มเติมน้ำมันอีกรอบ ขอถ่ายรูปคู่กับรถในท่าขี่ซักหน่อย เด๋ว...จะไม่เชื่อกัน

ออกจากแม่สาย มุ่งหน้าไปพัทยาน้อย คือที่ไหนหว่า? ไม่รู้จัก...แต่ในเมื่อเจ้าบ้านจะพาไปก็ถึงไหนถึงกัน พอเห็นป้ายหาดเชียงราย นึกในใจว่าที่นี่แน่ แล้วก็จริงอย่างที่คิด เป็นหาดที่เกิดจากตะกอนในแม่น้ำ มีร้านค้าเรียงรายอยู่มากมายริมน้ำ บรรยากาศสบายๆ แต่อาหารแพงไปหน่อย เลยแอบน่าเกลียดเล็กๆ ด้วยการสั่งอาหารเพียงบางอย่าง แล้วขี่ไปซี้อมาเพิ่มจากข้างนอก ^_^



มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล่นน้ำมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ฝรั่ง แต่ไม่ยักกะไส่บิกินี่เล่นเนอะ


จริงๆแล้วบรรดาเพื่อนๆพี่ๆ ยังไม่อยากกลับ แต่เราไม่อยากขี่กลับตอนมืด เพราะถนนสวยขนาดนี้ ยังอยากขี่เล่นโค้งอีก เราจึงออกเดินทางกลับราวห้าโมงกว่า ผ่านถนนสองเลนส์สวนระหว่างอำเภอไปออกแถวแม่สรวย ก็ยังมีโค้งสวยๆให้ขี่เล่น



บรรยากาศก่อนพระอาทิตย์ตก ขณะขี่กลับเชียงใหม่


ถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ

เข้าสู่ช่วงก่อนถึงดอยสะเก็ดก็เริ่มมืด ไฟรถตัวเองไม่สว่าง เหมือนเพื่อนซี้จะรู้ใจ เลยขี่มาอยู่ด้านหลังและเปิดไฟสูงให้ เพราะเพื่อนบอกว่าตาไม่ดีตอนกลางคืนมองไม่ค่อยเห็นด้วย จึงใช้ไฟท้ายเราเป็นตัวนำ แล้วก็บี้กันมาติดๆอย่างสนุกสนาน มาสารภาพทีหลังว่าเสียวหลัง เพราะมันมืดมาก กลับถึงเชียงใหม่ราวสองทุ่มกว่า รีบบึ่งเข้าบ้านเพื่อน เก็บกระเป๋าไปสนามบินโดยด่วน เด๋วตกเครื่องอีกเหมือนขามา แต่คราวนี้ถ้าตกคืนนี้ก็หมดโอกาสแน่ เพราะเที่ยวสุดท้ายของวันแล้ว จบทริปด้วยความม่วน ถึงแม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่ระยะทางไม่ได้สั้นเลย กว่า 500 กิโลเมตร ได้ลองของสมใจจริงๆ

ขอบ่น...ระหว่างที่ขี่รถฝ่าความมืด พบว่ารถที่สวนมาล้วนแต่เปิดไฟสูง สาดมาในโค้งหรือพ้นเนินยังพอให้อภัย แต่บางคันก็เห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซด์สวนไป แต่ไม่ยอมลดไฟลงเลย โดนแสงไฟสาดเข้าตาแต่ละทีตาแทบบอด เซ็งสุดๆอีกเรื่องนึง

อ่านเรื่องราวเดียวกันนี้ได้อีกที่ใน stormclub ค่ะ

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หมอได้มีโอกาสตรวจคนไข้ที่มาด้วยประวัติว่าถูกมอมยาแล้วรูดทรัพย์ถึงสองราย ยิ่งฟังรายละเอียดด้วยแล้ว ยิ่งขนลุกขนพองว่าในสังคมเรามีภัยใกล้ตัวขนาดนี้เชียวหรือ มิจฉาชีพเหล่านี้คิดอะไร ของหายหรือโดนทำร้ายก็ล้วนแล้วแต่เสียใจเจ็บใจทุกคน แต่ทำไมยังทำกับคนอื่นได้ เข้าเรื่องกันต่อ รายละเอียดของคนไข้แต่ละคนมีอยู่ว่า

รายแรก เป็นผู้หญิงวัยกลางคน (ขอเรียกว่าคนไข้ละกันนะคะ) เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ขณะกำลังเดินเลือกของใน BIG C บริเวณชั้นวางแชมพู ก็มีคนเดินเลือกอยู่ข้างๆ คนนั้นเปิดขวดแชมพูในชั้นดมแล้วก็พลางยื่นมาให้ดม แล้วก็พูดกับคนไข้ว่าหอมดีนะ คนไข้ก็ยื่นหน้าไปดม แล้วก็มีอีกคนเดินมาใกล้ๆ แล้วทำกระเป๋าเงินหล่นใส่ไปในตะกร้า คนไข้จึงหันไปบอก เขาก็ทำหน้าดีใจ รับกระเป๋าไป แล้วก็พูดกับคนไข้ว่าขอบคุณมาก แล้วยังบอกว่าเค้ามีเงินในกระเป๋าตั้งเยอะ ต่อมาคนไข้รู้สึกมึนๆ และก็จำไม่ได้อีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็คือมานั่งในร้านอาหารแล้วเด็กในร้านเดินมาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า คนไข้ก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วก็สำรวจพบว่าสร้อยทอง กระเป๋าสตางค์หายไป ถามเด็กในร้านอาหาร เขาบอกว่าเห็นว่าคนไข้เดินมากับผู้หญิงสองคน แล้วก็นั่งอยู่ด้วยกันซักพัก แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ จนสองคนนั้นแยกไป แต่เด็กสังเกตเห็นคนไข้นั่งเหม่ออยู่นานจึงเดินเข้ามาถาม ในห้างกลางวันแสกๆ แถมคนพลุกพล่านยังโดนได้ ขนลุกชะมัด

รายที่สอง เป็นหญิงชาวฟิลิปปินส์ ลงเครื่องที่สุวรรณภูมิ ขณะกำลังจะเรียกแท็กซี่มิเตอร์ แต่ขณะผ่านรถคันก่อนที่จะถึงคันที่มองไว้ ก็มีผู้ชายที่เดินตามดันให้เข้าไปรถอีกคัน แล้วก็บอกว่าไปคันนี้ก็ได้ นี่ก็แท็กซี่เหมือนกัน (หมอคิดว่าคงเป็นรถป้ายดำ คือรถที่ไม่ได้เป็นแท็กซี่มิเตอร์ แต่มายืนรอดักผู้โดยสาร เคยเห็นบ่อยๆ ซึ่งก็มักจะพูดกับคนขับแท็กซี่ปรกติว่าพวกนี้ดูน่ากลัวออก เราขึ้นไปแล้วจะปล่อยเราลงรึเปล่าก็ไม่รู้) ตอนแรกคนไข้จะลง บอกว่าจะไปแท็กซี่มิเตอร์ แต่คนในรถคันนี้ไม่ยอม บอกว่าเค้าก็เป็นแท็กซี่เหมือนกัน รับรองส่งถึงที่ ผู้ป่วยก็พยายามโทรหาเพื่อนที่เมืองไทยนี่ แต่ติดต่อไม่ได้ ระหว่างทางคนที่ดันผู้ป่วยเข้ามาในรถส่งน้ำให้กิน แล้วก็บอกว่า "If you’re good. I'll good." ตอนแรกคนไข้จะไม่กิน เขาก็บังคับให้กินซะ แล้วจะพาไปส่ง คนไข้ก็เลยกินเข้าไป กินไปนิดหน่อย จะเลิกมันก็มองแบบโหดๆ จนคนไข้กินเกือบครึ่งขวดมันก็หันหน้าไปไม่สนใจแล้ว ต่อมาคนไข้ก็บอกว่าเริ่มมึนๆ มารู้ตัวอีกทีก็อยู่หน้าที่พักของเพื่อนซึ่งเป็นสถานที่ๆบอกให้มาส่งตั้งแต่แรก แต่ก็พอจะจำได้ว่าก่อนลงหน้าที่พัก ได้ลงไปกด ATM ให้คนพวกนี้ไปอีกหกพันบาท หมอก็ถามว่าทำไมตอนนั้นตัดสินใจกดให้ คนไข้บอกว่ามันขู่ว่าเป็นตำรวจหรือพูดว่าจะส่งให้ตำรวจอะไรทำนองนี้ แต่คนไข้บอกว่าเขาเข้าประเทศมาอย่างถูกกฎหมาย ตอนที่กดให้ไม่รู้ว่าทำไม รู้แต่ว่ากลัวคำว่าตำรวจก็เลยกดให้ เป็นโชคดีของชาวต่างชาติคนนี้ที่ไม่โดนอะไรไปมากกว่านี้

เหล่าบรรดาแท็กซี่ป้ายดำหน้าสนามบินนี่น่ากลัว หมอไม่เคยคิดจะใช้บริการอยู่แล้ว บ่อยครั้งที่เดินผ่านแล้วเจอคนเหล่านี้เดินตามตื้อมันช่างดูน่ารำคาญ น่าคิดว่าทำไมถึงปล่อยให้มีได้ เพราะมีรถในลักษณะส่วนบุคคลจอดกองเต็มไปหมด ทั้งที่เจ้าหน้าที่สนามบินควรจะมาไล่ แต่กลับเอาแต่กวดขันแท๊กซี่แท้ๆที่ถูกกฎหมายบนชั้นขาออกอยู่ได้
 

กรณีเหล่านี้พบเห็นได้บ่อยครั้ง เรียกว่า การถูกมอมยา ย้อนกลับมาเรื่อง "ยา" หมอกลับมาคิด พยายามคิดว่ายาอะไรหนอมันจะแรงขนาดสูดไม่กี่ที ป้ายหนึ่งแปะ แล้วมันจะทำให้มึนได้ขนาดไม่รู้ตัว ไอ้ยาที่ผสมน้ำเครื่องดื่มนะพอจะเข้าใจอยู่ เพราะน่าจะได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอมยาในสถานบันเทิง มักมีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งเป้าหมายเพื่อข่มขืนกระทำชำเรามากกว่าปลดทรัพย์ จึงมักได้รับยาในปริมาณที่มากพอสมควร แต่ไอ้ดมกับป้ายนี่สิ ยาอะไรหว่า??? คิดตั้งนานก็คิดไม่ออก ถามหมอคนไหนก็ไม่มีใครตอบได้ซักคน ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว ยาในรูปแบบของแก๊สที่ทำให้สลบมีไหมหรือยานอนหลับอย่างแรงที่อยู่ในรูปแบบของเหลวและก๊าซที่ใช้ในการเตรียมผู้ป่วยก่อนทำผ่าตัด มีแน่นอนค่ะ แต่จากตอนที่เรียนได้เห็นว่ามันต้องใช้ปริมาณพอสมควรเหมือนกันที่จะทำให้มึนงงขาดสติได้ เพราะคิดอย่างนี้ จึงคาดไม่ถึงด้วยความสงสัยที่มี จึงลงมือค้นคุ้ยในอินเตอร์เน็ทอยู่ ก็ได้พบว่ามีการขายของเหล่านี้อย่างมากมาย ก็ได้ตามเข้าไปดู พอจะสรุปได้ว่ามียาสองกลุ่ม นั่นก็คือกลุ่มของยาเสพติดและยาในการรักษาโรคทางการแพทย์ที่มีฤทธิ์สามารถทำให้มึนงง ง่วง สลบ

 

เรามาดูกลุ่มของยาเสพติดคร่าว มีดังนี้
1.กลุ่มที่เข้าสู่ร่างกายโดยการสูบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ยาสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย อาจเริ่มจากมีบริกรหรือคนแปลกหน้ามาแจกมวนบุหรี่ให้สูบ แสร้งสร้างมิตรภาพบ้าง หรืออ้างเป็นการบริการของสถานบันเทิงบ้าง สารเสพติดที่ใช้อัดใส่มวนบุหรี่คือ กัญชา หรือ เฮโรอีน กลิ่นกัญชาจะเหมือนเชือกหรือหญ้าแห้งไหม้ไฟ หลังสูบใหม่ๆ จะกระตุ้นประสาท ร่าเริง ช่างพูด หัวเราะง่าย ต่อมาจะคล้ายคนเมาเหล้าอย่างอ่อน เพราะออกฤทธิ์กดประสาท ง่วงนอน ซึม มีภาพหลอน หูแว่ว สับสน ควบคุมตัวเองไม่ได้

2.กลุ่มที่เข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทาน ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่
- ยาบ้า (Amphetamine) เป็นสารสังเคราะห์มีแอมเฟตามีนเป็นส่วนประกอบ
- ยาอี (E=Ecstasy) กับยาเลิฟ เป็นยาในกลุ่มเดียวกันแต่แตกต่างกันในแง่โครงสร้างทางเคมี อาจเรียกชื่ออื่นตามรุ่นหรือรูปแบบของยาเช่น Enjoy ,Adam , Batman , Yin Yang ยามีสีสันอ่อนๆและรูปภาพต่างๆบนเม็ดยาเช่น รูปนก รูปคน รูปหัวใจ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทในช่วงเวลาสั้นๆ ออกฤทธิ์หลังเสพประมาณ 30-45 นาทีและอยู่ได้นาน 6-8 ชั่วโมง มองเห็นภาพและเสียงผิดปรกติ รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ควบคุมตัวเองไม่ได้ จนเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมมั่ว ภาพหลอน ควบคุมตัวเองไม่ได้ ขาดสำนึกผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะเป็นสาเหตุนำไปสู่การ "ข่มขืน" และ "มั่วเพศ" !!!....ในบางรายหากได้รับยาในปริมาณมากจะส่งผลให้ หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าสั่น กระทั่งถึงขั้น "ระบบหายใจล้มเหลว"!!! อีกทั้งทางการแพทย์ยังพบว่า หลังจากใช้ยาดังกล่าวผ่านไป 3 วัน ผู้ใช้จะเกิดอาการซึมเศร้า เนื่องจาก " ยาอี " จะไปกดทับประสาทให้สมองหลั่ง "สารเซโรโทนิน" ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ เกิดความรู้สึกมีความสุขออกมาจนหมด... เมื่อหมดฤทธิ์ยาร่างกายจะปรับตัวไม่ทันต้องโหยหาหวนกลับไปเสพอีกครั้งซึ่งนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ วังวนยาเสพติด
- เมจิก เปปเปอร์ส (Magic papers) หรือ POP เสพโดยการอม มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆคล้ายแสตมป์ สารเสพติดคือ LSD โดย LDS นี้ก็มีในรูปแบบเม็ด หรืออาจผสมกับสารเสพติดอื่น เช่น FiveFive  เดิมทีเดียวใช้เป็นยารักษาคนไข้โรคจิตบางประเภท แต่ปัจจุบันเลิกใช้เนื่องจากมีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรง ก้าวร้าว เพ้อฝันในสิ่งเป็นไปไม่ได้เช่น คิดว่าตนเองเก่ง เหาะได้ กล้ากระทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง อย่างกรีดแขนทำร้ายตนเอง ฆ่าตัวตาย สารเสพติดชนิดนี้สังเกตได้ไม่ยาก หากคนแปลกหน้าหยิบยื่นสิ่งที่ดูแปลกตาให้เป็นแผ่นบาง เพื่ออมแล้วละก็ ต้องปฏิเสธไว้ก่อนเป็นดี
- ยาเค (K-Katamine) ทางการแพทย์ใช้เป็นยาสลบก่อนการผ่าตัด มีทั้งเป็นผง น้ำ หรือ ผลึก ในขณะที่มิจฉาชีพก็นำมาใช้เป็นยามอมได้เช่นกัน แต่นักเสพยามักนำมาใช้เพื่อการเสพติดได้ด้วย เมื่อเข้าจะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ตาพร่ามัว เสียสติ ประสาทหลอน น่ากลัวที่สุดคือกดการหายใจได้ อาการประสาทหลอนอาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกได้แม้ไม่ใช้ยาเรียกว่า Flashback

3.ขอกล่าวถึงยาเสพติดชนิดที่ใช้ในการสูดดม
- เฮโรอีน,โคเคน, ยาเค สามอย่างนี้เป็นผงสีขาว นำมาเสพโดยการสูดดมจะใช้วิธีดมผงเล็กๆเหล่านี้เข้าทางระบบทางเดินหายใจ
- ยาไอซ์ เป็นเกล็ดออกสีใสๆ นำมาเสพโดยการเผา แล้วมักสูดดมผ่านอุปกร์ โดยให้ควันผ่านน้ำอีกที
- ยาบ้า นำมาเผาแล้วดม
 

เรามาดูกลุ่มยารักษาโรคทางการแพทย์ที่มิจฉาชีพนำมาใช้กันบ้าง กลุ่มยาหลักคงหนีไม่พ้นกลุ่มยานอนหลับ
1.กลุ่มยาที่นำมาผสมกับน้ำหรืออาหารเพื่อให้รับประทานเข้าไป
- กลุ่มหลักๆได้แก่ Benzodiazepine เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายโดยกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในทางการแพทย์จะใช้รักษา อาการวิตกกังวลเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือคลายเครียด โดยทั่วไปจะใช้ในระยะสั้นๆ เนื่องจากหากเสพติดต่อกันจะทำให้เกิดอาการ "ติดยา" ได้ โดยตัวที่นิยมนำมาใช้ในการ มอมจะเป็นตัวที่ออกฤทธิ์เร็ว ได้แก่ Triazolam (Halcion) หรือที่เรียกว่า "ยาเสียตัว" ตัวยาจะมีลักษณะเป็น "เม็ดสีม่วงอ่อน", Midazolam (Dormicum) สองตัวแรกถือได้ว่าเป็น "ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว"ภายในเวลา 5 นาที , ส่วนตัวอื่นๆ เช่น Flunitrazepam (Rohypnol), temazepam (Restoril), Alprassolam (Xanax), Diazepam (Valium) จะออกฤทธิ์ช้ากว่า แต่ก็พอจะใช้ได้
- อื่นๆที่นำมาใช้ได้บ้าง เช่น Chloral hydrate เป็นยานอนหลับอีกกลุ่มเช่นกัน
2. ชนิดสูดดม โดยมิจฉาชีพนำมาใช้ในรูปสเปรย์พ่นหรือทำให้มีการระเหยมาถึงยังบุคคลที่ต้องการมอม สารพวกนี้มีลักษณะเป็นไอระเหยได้รวดเร็วในอากาศ ที่แพร่ระบาดมีหลายชนิดเช่น
- Ether , Ethyl chloride , Buthly nitrite , Nitrous oxide ที่รู้จักกันดีในชื่อก๊าซหัวเราะหรือ Amyl nitrite ที่บรรดานักเล่นยาเรียกว่า ป๊อปเปอร์ส (Poppers)
- นอกจากนี้ในปัจจุบันได้พบว่าพวกมิจฉาชีพมีการนำยาสลบ (anesthetic drug) ทางการแพทย์ที่รุนแรงกว่าที่กล่าวไปข้างต้นมาใช้ ซึ่งหมอเองยังคิดไม่ถึงว่าจะมีการนำมาใช้เพื่อการนี้ หารายละเอียดเจอยังไม่พอ ยังเจอที่ขายอีกต่างหาก หาได้ไม่ยากเลย ช่างน่ากลัวจริงๆ ได้แก่ sevoflurane + norcurone ในโฆษณาขายเคลมว่าออกฤทธิ์ที่ไม่เกินสองนาที นานไม่เกินสามชั่วโมง แค่นี้ก็เพียงพอเหลือแหล่ต่อการประกอบอาชญากรรมใดๆแล้ว
จริงๆแล้วยาเหล่านี้มีในหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเม็ด ผง หรือน้ำ ล้วยแล้วแต่นำมาให้กินได้ทั้งนั้น ยิ่งรูปแบบน้ำด้วยแล้ว สามารถนำมาฉีดได้อีกด้วย

 

ทั้งหมดนี่คือยาต่างๆที่สามารถนำมาทำให้เราๆตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้คร่าวๆ โดยสรุป หลักๆ
1.แอบนำไปผสมในเครื่องดื่มหรืออาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์จะช่วยเสริมฤทธิ์ยาเหล่านี้) แล้วหลอกล่อให้เหยื่อดื่ม ซึ่งเมื่อยาดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศรีษะและหายใจขัด หลังจากนั้นจะหลับลึกปลุก หรือเขย่าไม่ตื่น สูญเสียความทรงจำในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งหากได้รับยาปริมาณมาก อาจมีอาการรุนแรงเนื่องจากยาไปกดระบบการหายใจ จนเสียชีวิตได้ อีกสาเหตุที่มักผสมในแอลกอฮอล์ เพราะยาเหล่านี้จริงๆแล้วมีรถขม ซึ่งแอลกอฮอล์มักกลบเกลื่อนรสขมของยาได้
2.กลุ่มนี้มิจฉาชีพจะเข้ามาประชิดตัวเพื่อให้เหยื่อสูดดม ทำให้สลบได้ในเวลาอันรวดเร็ว อาการที่เกิดขึ้นหลังได้กลิ่นสารระเหยเหล่านี้คือ ไอ จาม คลื่นไส้ จนอาจมีเลือดออกจากโพรงจมูกได้ จนกระทั่งหมดแรงในที่สุด ในปัจจุบันยังพบว่ามีการ "มอมยา" ผ่านทางช่องแอร์ในรถแท็กซี่บางคัน โดยเฉพาะสุภาพสตรีที่โดยสารแท็กซี่คนเดียว โชว์เฟอร์อาจจะป้ายยาไว้ที่มือ และแสร้งทำเป็นเข้าเกียร์บ่อยๆ เพื่อให้กลิ่น ของ "ยามอม" ลอยตามลมแอร์ไปที่ตัวเหยื่อ หรือบางครั้งคนขับอาจ แกล้งจอดรถขอเข้าห้องน้ำ เพื่อให้เหยื่อสูดดม " สารมรณะ " ภายในรถ ซึ่งการ "มอมยา" ในลักษณะนี้ "เหยื่อ" หมดสิทธิ์ที่จะรู้ตัว!! หนทางป้องกันเห็นจะต้องเป็นคนช่างสังเกต หากได้กลิ่นแปลกๆ หรือเริ่มมึนและง่วงซึม วิธีแก้ปัญหาคือกลั้นหายใจเพื่อหยุดการสูดดม รีบตั้งสติและ รวบรวมกำลังลงจากรถหรือออกจากพื้นที่นั้นๆทันที
3.รูปแบบสุดท้ายที่เคยได้ยิน คือ การป้าย ผู้ป่วยมักเล่าให้ฟังว่ารู้สึกว่าถูกป้ายด้วยครีมหรือของเหลวที่ร่างกาย เพียงเล็กน้อย แล้วก็สะลึมสะลือลือ หรือมึนงงไปซักพัก แล้วก็มักจะมารู้สึกตัวพร้อมกับทรัพย์สินที่สูญเสียไปแล้ว อันนี้หมอไม่ทราบจริงๆค่ะว่าเป็นยาอะไร เพราะตามหลักการแพทย์ สารเคมีต่างๆ ที่สัมผัสผิวหนังส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมเข้าไปใต้ผิวหนังเพียง 10-20% เท่านั้น ในกรณีที่สารเคมีถูกผิวหนังจนทำให้เกิดพิษต่อร่างการนั้น เท่าที่หมอเคยเจอคนไข้กับตัวนี่ก็เรียกว่าแทบจะตกไปในบ่อสารเคมี หรือต้องสัมผัสมาด้วยเวลาที่นานมากๆ แต่เท่าที่ได้คุยกับคนไข้เหล่านี้ จะจำได้ว่ามีการเข้ามาพูดคุยก่อน บางคนจำได้ตลอดว่าได้สนทนาอะไร แล้วแทบจะเป็นคนถอดทรัพย์สินของตนให้ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ลักษณะที่หมอสังเกตพบว่าผู้ป่วยมักจะเป็นผู้หญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุที่มาคนเดียว และมีลักษณะดูหัวอ่อนค่ะ หมอคิดว่าน่าจะใช้หลักจิตวิทยาเกี่ยวกับการสะกดจิตเข้าช่วย

 

อื่นๆที่หาได้จากบทความทางอินเตอร์เน็ท แต่ไม่เป็นความจริง
1. Progesterex เป็นยาที่ใช้ในการทำหมันม้า ทำให้สามารถ ป้องกันการตั้งครรภ์จากการข่มขืนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นนักข่มขืนจึงมักไม่ต้องคอยกังวลเรื่องของการเรียกร้องค่าเสียหายหรือ การตรวจสอบเพื่อระบุตัวพ่อของเด็กอีกด้วยนอกจากนี้ยา Progesterex ยังทิ้งผลกระทบกับเหยื่อในระยะยาว กล่าวคือผู้หญิงที่ได้รับยาตัวนี้เข้าไปในร่างกาย จะทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อาจถาวร โดยจะถูกใช้ควบคู่กับ "Rphypnol" จากที่พยายามค้นหา สรุปแล้วยาตัวนี้ไม่มีจริงค่ะ (อ้างอิง1,อ้างอิง2)
2. PENISEX เท่าที่ค้นๆเจอ พบแค่ว่าเป็นชื่อของ cream ที่ใช้ภายนอกที่ช่วยในการเพิ่มความรู้สึกทางเพศ มีขายทั่วไปตาม Sex shop ในต่างประเทศ
ใน

กลุ่มยาเสพติดหลากหลายรูปแบบดังที่กล่าวไว้ซึ่งเราคงพอรู้จักกันดีอยู่แล้ว ในความเป็นจริง ถ้าเราไม่นำพาตัวเองให้เข้าไปสู่สถานการณ์ล่อแหลมก็ยากที่จะได้สัมผัส เพราะสารเสพติด มักได้ได้ออกฤทธิ์เร็วขนาดที่จะทำให้มึนงงหรือสลบได้ในสองสามนาที แต่ต้องใช้เวลา เราจึงพบเห็นเสมอว่าเหยื่อที่ถูกมอมด้วยยาเสพติดหรือยานอนหลับมักถูกกระทำในสถานบันเทิง แต่ก็ไม่มีน้อยที่ถูกกระทำจากบุคคลใกล้ชิดในที่อื่นๆ

ดังนั้นวิธีป้องกันการถูก "มอม" ที่ดีที่สุดคือต้องไม่นำพาตัวเองไปสู่สถานการณ์ สถานที่เสี่ยงต่อการถูกกระทำอาชญากรรม รวมทั้งต้องไม่ไว้ใจรับอาหารหรือเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า และหากมีอาการมึนงงคล้ายถูกมอมยาให้รีบออกจากสถานที่แห่งนั้นโดยทันที

ในปัจจุบันจะสังเกตได้ว่าตัวยาที่เหล่ามิจฉาชีนิยมนำมาใช้นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็น "ยาที่ถูกควบคุม" ในลักษณะของผู้ที่จะซื้อต้องมีใบสั่งยาจาก "แพทย์" เท่านั้น หากแต่ที่ผ่านมายังมีการลักลอบขายกันตามร้านขายยาบางแห่ง ซึ่งเมื่อทำการตรวจสอบผู้ขายก็มักจะอ้างว่าผู้ที่มาซื้อจะมีใบรับรองจากแพทย์ถูกต้อง ทำให้ที่ผ่านมาก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะยังไม่มีกฎระเบียบบังคับชัดเจน อีกทั้งใน "โลกไซเบอร์" หรือ "อินเตอร์เน็ต" ในปัจจุบันก็ยังมีการโฆษณาลงประกาศข้อความหรือเปิดเว็บไซต์เพื่อขายยานอนหลับ ยาสลบ ยาปลุกเซ็กซ์กันอย่างเปิดเผย มีการบรรยายสรรพคุณของยาโอ้อวดเกินจริง แม้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้พยายามปิดเว็บไซด์ ตามสืบและเข้าจับกุม แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดได้หมดสำหรับ

หนทางที่พอจะเป็นทางออกในเรื่องนี้...จำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราประชาชนโดยทั่วไป ต้องคอยเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสคนกระทำผิดให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองรับทราบและหากทใครที่ทราบเบาะแส เกี่ยวกับการลักลอบขายยา ที่ผิดกฎหมายสามารถร้องเรียนได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 045 - 661490 ตลอด 24 ชั่วโมง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันนี้คือ...เราต้องรู้เท่าทัน คนชั่ว เพื่อที่จะรู้จักรักษาตัวให้อยู่รอดอย่างให้ปลอดภัย